Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ต้องทำอย่างไร เมื่อคนที่เรารัก ตายจากไป  (อ่าน 535 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ความเศร้าโศกจากการสูญเสียเป็นความกังวลจากการพลัดพรากชนิดหนึ่ง

โดยทั่วไปกว่าคนเราจะทำใจยอมรับ การสูญเสียคนที่เรารักได้ ต้องใช้เวลา

พอสมควร ญาติๆ จะคิดถึงผู้ตาย และร้องห่มร้องไห้ สนใจแต่สิ่งที่ทำให้นึกถึง

ผู้ตาย และบางครั้งอาจถึงกับเรียกหาผู้ตาย หลังจากเฝ้าคอยหาเท่าไรก็ไม่มา

สักที ความรู้สึกต่างๆ ก็จะค่อยๆ เบาบางลง และความผูกพันก็จะหายไปในที่สุด

ความทุกข์โศกที่เกิดขึ้นบางส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้นั้นกับผู้ตายปฏิบัติต่อกัน

เช่น ภรรยาอาจเกิดความคิดถึงสามี ที่จากไปมากเป็นพิเศษเวลาเย็นๆ ซึ่งเป็น

เวลาที่สามีเคยกลับบ้าน แรกๆ ก็จะเป็นแบบนี้บ่อยๆ แต่ต่อๆ มาก็จะค่อยๆ เป็น

น้อยลงๆ และเกิดความผูกพันกับคนอื่นต่อไป แม้ว่าผู้ใหญ่ส่วนมาก จะเคยสูญเสีย

ญาติ หรือเพื่อนสนิทโดยการตาย แต่การศึกษาปฏิกริยาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

ยังมีค่อนข้างน้อย มีการศึกษาที่ดีมากอันหนึ่งเป็นของจิตแพทย์ชาวลอนดอนชื่อ

โคลิน พาร์คส์ เขาศึกษาผู้หญิงหม้ายอายุต่ำกว่า ๖๐ ปี จำนวน ๒๒ คนโดยการ

สัมภาษณ์พูดคุยด้วยเป็นระยะๆ อย่างน้อย คนละ ๕ ครั้งในช่วงเวลา ๑๓ เดือน

หลังจากสามีตาย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภรรยาส่วนใหญ่ยังไม่ยอมเชื่อเมื่อรู้ว่าสามีกำลังจะตาย และเมื่อสามีตายจริงๆ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือ ความรู้สึกชาแต่บางครั้ง อาจมีอาการ ร้องห่ม

ร้องไห้เสียใจเกิดขึ้นก่อนเป็นช่วงสั้นๆ ได้ แม่หม้ายรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า"ฉันปล่อย

โฮออกมาทันที ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนกับรู้ว่ามีคนกำลังร้องไห้ยกใหญ่ และก็รู้ด้วย

ว่าเป็นตัวฉันเอง ฉันกำลังคร่ำครวญว่าฉันรักเขา และอื่นๆ อีก ฉันก็รู้อยู่ว่าเขาจาก

ไปแล้วแต่ฉันก็ยังไม่ยอมหยุดพูดกับเขา" เธอไปอาเจียนที่ห้องน้ำหลังจากนั้นก็

รู้สึกชา "ฉันรู้สึกตัวแข็งชาไปทั้งอาทิตย์ ก็ดีเหมือนกัน...อะไรๆ เชื่องช้าไปหมด

เหมือนกับมันหนักอึ้งอย่างนั้น" แม่หม้ายอีกคนว่า"มันเหมือนกับอยู่ในฝัน...ฉันไม่

รู้สึกอะไรเลย...ไม่น่าเชื่อจริงๆ "

ช่วงแรกๆ แม่หม้ายถึง๑๖คนยอมรับไม่ได้ว่าสามีตายแล้วจริงๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น

คือ "มีอะไรต้องทำตั้งเยอะแต่ฉันรู้สึกเหมือนกับไม่ได้ทำ เหมือนทำให้คนอื่น..ไม่

ใช่ทำให้เขา" "ไม่ใช่มั้ง..ข่าวผิด หรือเปล่า" "ฉันไม่เชื่อเลยจริงๆ จนเห็นเขาในวัน

จันทร์(๔วันหลังจากสามีตาย)" "ฉันไม่รับรู้อะไรเลย ..มันราวกับไม่ใช่เรื่องจริง

อย่างนั้น" ความรู้สึกชามักจะเป็นอยู่ไม่นานแต่มีถึง๑๓คน ที่ยังคงมีความรู้สึกไม่

อยากเชื่อว่า สามีตายไปแล้วจริงๆ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วถึง๑ปีเต็มๆ ช่วงแรกๆ

แม่หม้ายมักร้องห่มร้องไห้ แต่บางครั้งก็รู้สึกโกรธแต่ก็มีบางรายที่รู้สึกครึกครื้น

กระปรี้กระเปร่า มีอยู่รายหนึ่งดูเยือกเย็นมากในตอนแรกๆ "ฉันมองเข้าไปในตาเขา

และเมื่อเขาจ้องมองฉัน มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น มันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างเข้า

มาอยู่ในตัวฉัน ฉันรู้สึกอบอุ่นไม่สนใจอะไร

ในโลกอีกแล้ว เป็นความรู้สึกปิติ...รู้สึกยิ่งใหญ่คับบ้านเลย" ต่อมาเธอร้องไห้

หลายต่อหลายครั้ง และพยายามฆ่าตัวตายด้วยความลังเลหนึ่งครั้ง แม่หม้ายอีกคน

มีความรู้สึกโกรธขึ้นมาแทน บอกว่า"ทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไง" ๒-๓ วัน ต่อมา

เธอทำอะไรต่อมิอะไรยุ่งไปทั้งวัน และเล่าว่า๔วันต่อมาตอนเช้าเธอรู้สึกว่า

"มีอะไรก็ไม่รู้เข้ามาหาฉัน พยายามเข้ามาอยู่ในตัวฉัน ภาพที่เห็นแทบจะทำให้

ฉันเผ่นลงจาก เตียงสามีฉันเอง น่ากลัวจริงๆ หลังจากนั้นฉันก็เห็นหน้าสามีคล้ายๆ

ภาพถ่ายตามมาอีกหลายภาพ" ตอนนั้นเธอเองก็ไม่แน่ใจว่ากำลังฝันไป หรือเปล่า

และเกิดความรู้สึกชาอยู่ ๒ สัปดาห์
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังการตายของคนที่เรารักใหม่ๆ โดยเฉพาะเดือนแรก

จะมีอาการตื่นตระหนกเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในช่วงเดือนแรก นางโจนส์ต้องวิ่งออกจาก

แฟลต ไปขออาศัยคนข้างบ้านอยู่หลายครั้งเธอตกใจง่ายมาก "แค่ใครมาแตะตัว

ฉันๆ ก็แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เลย" เธอพยายามไม่คิดว่าสามีตายแล้ว "เวลาคิดว่า

เขาตายแล้วฉันจะรู้สึกเหมือนจะบ้า" เวลาที่ไม่สามารถลืมได้ว่าสามีตายแล้วเธอจะ

รู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง อาการตื่นตระหนก ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แต่เมื่อ๑ปีผ่านไปเธอก็

ยังคงมีอาการอยู่"เป็นบางครั้งบางคราว" คนแต่ละคนจะมีปฏิกริยาไม่เหมือนกัน

จะมีช่วงที่เกิดอาการทุรนทุรายร้องห่มร้องไห้สลับกับช่วงที่รู้สึกชา หรือกระวน

กระวายนั่งไม่ติด คนที่เป็นหม้ายจะพยายามเก็บกดความรู้สึกเจ็บปวด หรือสูญเสีย

และเมื่อเก็บไว้ไม่อยู่จะรู้สึกทุกข์ทรมานมาก โดยทั่วไปความรู้สึกชาจะเป็นอยู่

ประมาณ ๑ สัปดาห์หลังจากนั้นความรู้สึกทุกข์ทรมานจะรุนแรงขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่เชื่อว่า เราจะสามารถเก็บกดความทุกข์โศกไปได้ตลอด

เพราะมันจะระเบิดออกมาในที่สุด ดังที่เชคสเปียร์เขียนไว้ในเรื่องแมคเบธตอนที่๔

ฉากที่๓บรรทัดที่๒๐๘ไว้ว่า"จงพูดระบายความทุกข์ออกมา จิตใจที่มีความอัดอั้น

อยู่ถ้าไม่ได้พูดไม่ได้ระบายเสียบ้างมันจะแตกเป็นเสี่ยงๆ " ซึ่งพาร์คส์ก็เห็นด้วยจาก

การสัมภาษณ์หญิงหม้ายดังกล่าว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่ออาการชาหายอาการโศกเศร้าก็จะตามมา ผู้เป็นหม้ายจะเฝ้าแต่คิดถึงผู้ตาย

คอยเฝ้ามองสถานที่ หรือสิ่งของรอบๆ ตัว ที่เกี่ยวข้องกับ สามีที่ตายไป และให้

ความสนใจเสียง หรือภาพอะไรที่ทำให้คิดว่าเขามาหา เธออาจร้องไห้คร่ำครวญถึงเขา

และเกิดอาการกระวนกระวาย จิตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อ อีริค ลินเดแมนน์ รายงาน

ถึงระยะต่างๆ ของการเศร้าโศก เนื่องจากการสูญเสียที่บอสตันว่า "จะมีอาการพูด

ไม่ยอมหยุด โดยเฉพาะพูดเรื่อง ผู้ตาย และมีอาการกระวนกระวาย อยู่ไม่สุขนั่งไม่

ติดผุดลุกผุดนั่งหาอะไรทำ อยู่ตลอดเวลาแต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถทำอะไร

ที่เคยทำได้"แม่หม้ายในลอนดอนโดยทั่วไปจะเฝ้าคิดถึง และจินตนาการถึงสามีใน

ที่ๆ นั่งประจำในบ้าน" ฉันรู้สึกเหมือนแทบ จะจับมือของเขาได้เลย" ตอนกลางคืน

หรือเวลาพักผ่อนตอนกลางวันเธอก็จะเฝ้าคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยทำกับสามี

อาการเหล่านี้จะมากในช่วงเดือนแรกๆ หรือช่วงใกล้ครบรอบปีของการตาย บาง

รายเกิดมีอาการต่างๆ ที่สามีเป็นก่อนตายด้วย "ฉันรู้สึกมีอาการแบบนั้นอยู่เรื่อย

เป็นแล้วเป็นอีก"

บางครั้งอาจคิดถึงความสุขที่ผ่านๆ มา "วันนี้เมื่อปีที่แล้วเป็นวันอภิเศกสมรส(ไดอาน่า)

ฉันบอกเขาว่าอย่าลืมดูนะ เมื่อฉันกลับเข้าบ้านมา ฉันถามเขาว่า ดูหรือเปล่า

เขาว่าเปล่า ลืมไป เราดูการถ่ายทอดด้วยกันตอนเย็นแต่เขาหลับตานะ เขาเขียน

จดหมายถึงพี่สาว ฉันนึกภาพเขาได้ชัดเลย ฉันจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนั้น

ได้หมดเลย ฉันบอกว่าคุณไม่ได้ดูเลยนี่ เขาตอบว่าอือไม่ได้ดูหรอก"

แม่หม้ายเกือบครึ่งรู้สึกเหมือนกับมีอะไรดึงดูดให้ไปในที่ๆ จะทำให้รำลึกถึงสามี

เธอจะกลับไปดูที่ๆ เคยไปด้วยกัน ไปสุสาน และโรงพยาบาล "จะได้อยู่ใกล้ๆ

เขา" แม่หม้ายส่วนใหญ่จะสะสมของที่เคยเป็นของสามี แต่มักเลี่ยงพวกเสื้อผ้า

หรือภาพถ่าย เพราะจะทำให้เกิด ความคิดถึง รุนแรงเกินไป เมื่อเวลาผ่านไปการ

หลีกเลี่ยง ของที่จะทำให้คิดถึงเหล่านี้ จะค่อยๆ ลดลง สิ่งที่เคยทำให้มีความสุข

จากความคิดถึง ก็จะค่อยๆ คลายความขลังลง ห้องที่เคยช่วยให้สุขใจยามคิดถึง

จะถูกตกแต่งใหม่เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ใหม่ของที่เคยทนไม่ได้เช่น ภาพถ่ายก็จะถูก

รื้อ ออกมาแขวนใหม่อีกครั้งแม่หม้ายมัก "เห็น" "ได้ยิน" หรือ "รู้สึก" ว่าสามีมาอยู่

ใกล้ๆ โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรก เธออาจคิดว่า เสียงอะไรนิดๆ หน่อยๆ ในบ้าน

เกิดจากเขาทำ หรือตาฝาดเห็นคนอื่นเป็นสามีไปแวบหนึ่งแม่หม้ายคนหนึ่งเห็น

สามีกลับเข้าประตูรั้วมา อีกคนหนึ่งรู้สึกรำคาญที่ชอบเกิดภาพหลอนเห็นสามีนั่ง

อยู่ที่เก้าอี้ในวันคริสต์มาส เราก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ความเชื่อเรื่องผีที่จริงแล้ว

ก็มาจากความรู้สึกเหล่านี้นั่นเอง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การร้องห่มร้องไห้เมื่อมีการสูญเสียเป็นเรื่องที่เราคุ้นกันอยู่แล้ว แม่หม้าย๑๖คนร้องไห้

ในช่วงเดือนแรก ที่มีการสัมภาษณ์เดือนต่อๆ มา การร้องไห้จะน้อยลง แม้ว่าการ

ร้องไห้มักเกิดเมื่อคิดถึงผู้ตาย แต่บางครั้งตัวแม่หม้ายเอง ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า

ทำไมต้องร้องไห้ด้วย อาการอีกอย่างที่เราเห็นน้อยกว่าคือความหงุดหงิด และความโกรธ

แม่หม้าย ๑๓ คน โกรธสามีที่ตายไป "เขาทำกับฉันอย่างนี้ได้ยังไง?" แต่บางครั้ง

อาจโกรธแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแทน แม่หม้ายคนหนึ่งว่า "ฉันยัง

ข้องใจอยู่ว่าทำไมหมอถึงทำอย่างนั้น" ส่วนอีกคนยังไม่พอใจพยาบาลอยู่ที่แกะ

พลาสเตอร์ให้สามีเจ็บ เมื่อเวลาผ่านไป ความโกรธที่ไม่สมเหตุผลจะค่อยๆ หาย

ไป แม่หม้ายคนหนึ่ง แสดงความโกรธเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ตอนสามีตาย

ใหม่ๆ แต่เมื่อหนึ่งปีผ่านไปเธอบอกว่าไม่โกรธแล้ว และยอมรับว่า "ตอนฉันอยาก

จะโทษอะไรสักอย่างได้จังเลย" บางรายกลับโกรธการกระทำของตัวเอง หลังสามี

ตายแม่หม้ายรายหนึ่ง พูดถึงความฉุนเฉียวง่ายของตนว่า "ฉันหงุดหงิดกับตัวเอง"

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความรู้สึกผิด และการโทษตัวเองเกิดขึ้นหลังการสูญเสียได้บ่อย แม่หม้ายมักบอกว่า

"ฉันมักคิดว่าฉันน่าจะได้ทำอะไรได้บ้าง" "ฉันมักคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาว่าทำถูก หรือเปล่า"

อาจมีการตำหนิตัวเอง กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หนึ่งปีหลังจาก สามีถึงแก่กรรมแม่หม้าย

รายหนึ่งเพิ่งนึกขึ้นได้ และโทษตัวเองว่าไม่ เคยทำพุดดิ้งขนมปังให้สามีกินเลย

บ่อยครั้งเรื่องอาจใหญ่กว่านั้น ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเป็นความผิดจริง หรือไม่เช่นแม่หม้าย

รายหนึ่งพยายามเกลี้ยกล่อมให้สามียอมเข้ารับการผ่าตัด ประคับประคองในขณะที่

สามีไม่อยากผ่า อีกรายโทษตัวเอง ที่ไม่เคยให้กำลังใจสามีที่พยายามเขียนหนังสือ

และพยายามส่งบทกวีที่เขาเขียนไว้ไปตีพิมพ์หลังจาก สามีตายแล้วหลายๆ คนรู้สึกว่า

ตนทำไม่ถูกในช่วงที่สามีใกล้ตาย "ฉันเหินห่างจากเขา รู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนเดิม

เวลาฉันพยายามเข้ามาอยู่เป็นเพื่อนเขาฉันจะรู้สึกแย่มาก ฉันอยากจะทำอะไรได้

มากกว่านั้น ฉันรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรให้เขาเท่าที่น่าจะทำได้ เขาอยู่ในสภาพที่

ช่วยตัวเองไม่ได้จริงๆ "
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อาการอีกอย่างหนึ่งของการพลัดพรากคือความกระวนกระวายอยู่ไม่สุข แม่หม้ายมักบอกว่า

รู้สึกนั่งไม่ติด ทำอะไรไม่ได้นาน ตกใจง่าย หงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เวลาที่เครียดมากๆ

แม่หม้ายเหล่านี้จะมีอาการมือไม้สั่น และอาจถึงกับพูดติดอ่าง เวลารู้สึกกระวนกระวาย

แม่หม้าย อาจฉุนเฉียวเป็นบางครั้ง หรือต้องพยายามหาอะไรทำ "ถ้าไม่มีอะไรให้ทำ

อยู่ตลอดเวลาฉันคงจะบ้าตายแน่ๆ "แม่หม้ายผู้หนึ่งกล่าว ขณะสัมภาษณ์เธอต้องเดิน ไปสัมภาษณ์

ไปเพราะเธอจะทำงานบ้านไปด้วยเสร็จจาก งานนี้ก็ไปต่องานนั้น ท่าทาง

เธองุ่นง่าน หงุดหงิด และเครียด หนึ่งปีผ่านไปเธอยังรู้สึก "ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม

ไม่มีจุดหมาย"
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความทุกข์โศกจากการพลัดพราก ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา และอาจหายไปเป็นช่วงๆ

ช่วงที่หยุดจะรู้สึกค่อนข้างสงบ แม้ว่าอาจจะเพิ่งเกิดอาการเศร้าโศกรุนแรงมาไม่นาน

ความรุนแรงของความเศร้าโศกอาจลดลงได้บ้าง โดยการหลีกเลี่ยงคน หรือสถานที่

ที่เกี่ยวข้องกับผู้ตาย โดยการไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือโดยการพยายามเบน

ความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆ ดังกรณีนางสมิทธ์ซึ่งเพิ่งสูญเสียสามีไป เพราะเลือด

ออกในสมอง เธอรู้ว่ามันไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ และหลังจากร้องไห้ยกใหญ่

อยู่ ๑ สัปดาห์ เธอก็เลิกร้องแล้วง่วนอยู่กับสิ่งอื่น เธอไม่ยอมเข้าห้องสามี และชวน

ลูกชายมาช่วยกันเอาข้าวของๆ สามีไปเก็บให้หมด หนึ่งเดือนต่อมาระหว่าง

การสัมภาษณ์เธอต้องขอพักหลายครั้ง เพราะกลัวจะร้องไห้ หนึ่งปีต่อมาเธอสงบลงมาก

แต่ยังคงหลีกเลี่ยงของที่จะ ทำให้คิดถึงสามีอยู่รวมทั้งไม่อยากไปเยี่ยมหลุมศพ

ของเขาด้วย เธอยืนยันว่า"ถ้าความมีคิดเกี่ยวกับเขาโผล่เข้ามาฉันจะพยายามคิด

เรื่องอื่น"

การเทิดทูนผู้ตายก็พบบ่อย นางไว้ท์อายุ ๕๙ ปีเคยทะเลาะกับสามีที่เป็นโรคพิษสุรา

เรื้อรังเป็นประจำ เธอเคยทิ้งเขาหลายครั้ง และขณะสัมภาษณ์ครั้งแรกเธอว่า"ฉันไม่

น่าพูดแบบนั้นเลยแต่ที่จริงการที่เขาจากไปก็ทำให้สงบขึ้นเยอะ"ในช่วงปีแรก

หลังสามีตายลูกสาวคนเล็ก๒คนแต่งงานแยกบ้านออกไป ปล่อยเธออยู่กับอพาร์ตเม้นท์

คนเดียว เธอเหงามาผม้สึกซึมเศร้า และพูดถึงความหลังอย่างอาลัยอาวรณ์

ช่วงท้ายๆ ของการสัมภาษณ์เธอลืมปัญหาระหว่างเธอกับเขาไปหมด

และบอกว่าเธออยากแต่งงานใหม่" กับใครสักคนที่แสนดีเหมือนเขา"
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากการสูญเสียมีบางคนซึ่งก็เป็นเพียงส่วนน้อย ที่เอาผู้ตายเป็นแบบอย่าง

มากว่าตอนเขายังอยู่ "ฉันชอบสิ่งที่เขาเคยทำ...มันคล้ายๆ กับเป็นความคิดแล่น

เข้ามาในสมอง-สิ่งที่เขาทำ หรือพูด" นางแบลคกล่าวขณะกำลังดูฟุตบอลล์ในทีวี

ฉันชอบมาก เพราะเขาชอบมันเป็นความรู้สึกประหลาด...น้องสาวฉันบอกว่า"ท่าทาง

เธอคล้ายเฟรดขึ้นทุกทีๆ "...เธอพูดถึงอาหาร ฉันว่า "ฉันไม่กล้าจับมัน" เธอเลย

บอกว่า"อย่าโง่หน่อยเลยทำอย่างกับเฟรดแน่ะ" ...มีตั้งหลายอย่างที่ ฉันทำไป

โดยที่ฉันไม่คิดว่าจะทำ ...ฉันคิดว่าเขาคงมาคอยช่วยชี้นำฉันตลอดเวลาบางครั้ง

อาจเกิดอาการคล้ายๆ ผู้ตาย ในช่วงท้ายของการเจ็บป่วยได้ สามีของนางบราวน์

ตาย จากเส้นเลือดหัวใจอุดตันทำให้มีอาการเจ็บหน้าอก และหายใจไม่ออกอยู่

หนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นภรรยามีอาการเป็นลม ใจสั่น และอาการตื่นตระหนก โดย

รู้สึกหายใจไม่ทัน และใจสั่น"เหมือนที่สามีฉันเป็นเลย" ต่อมาเธอเกิดอาการหน้า

และขาข้างซ้ายเจ็บ และกระตุกไม่ยอมหยุดแพทย์วินิจฉัยว่า เกิดจากการเอาอย่าง

อาการอัมพาตของสามีเมื่อ๕ปีก่อน

อาการที่พบไม่บ่อยนักอีกอย่างหนึ่งในกลุ่มแม่หม้ายคือความรู้สึกเหมือนกับสามีที่

ตายไปแล้วมาอยู่ในตัวของตนเอง สามีฉันอยู่ใน ตัวฉันเองฉันเลย มีอะไรๆ เหมือน

เขา...ฉันรู้สึกว่าเขาที่อยู่ในตัวฉันทำอะไรๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง เขาเคยบอกว่า"ทำ

อย่างนี้เมื่อฉันจากไปแล้ว นะ" เขาคอยชี้ทางเดินชีวิตให้ฉัน ฉันรู้สึกได้ว่าเขาอยู่ใน

ตัวฉันจากลักษณะการพูด และการทำสิ่งต่างๆ ของเขา มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่ามี

เขาอยู่แต่เขาอยู่ที่นี่จริงๆ ในตัวฉัน นั่นทำให้ฉันมีความสุขตลอดเวลาเหมือนกับมี

สองคนอยู่ในคนเดียว.. .แม้ว่าฉันจะอยู่คนเดียวแต่ก็เหมือนอยู่กับเขาคงเข้าใจ

นะ...ฉันไม่คิดว่า ฉันจะมีพลังพอที่จะอยู่ต่อไปได้ตามลำพัง เพราะฉะนั้นต้องเป็น

เขาแน่ๆ เลย

บางครั้งอาจมีความรู้สึกว่าสามีที่ตายไปอยู่ในลูกๆ แม่หม้ายคนหนึ่งพูดถึงลูกสาว

ว่า "บางครั้งฉันรู้สึกยังกับว่า ไดอาน่าเป็นสามีของฉัน... เธอมีมือเหมือนเขา มือที่

เคยทำให้ฉันขนลุก" ประมาณครึ่งหนึ่งของแม่หม้ายจะฝันถึงสามีที่ตายด้วย ความ

ฝันมักชัดเจนดูเป็นจริงเป็นจัง และมักตื่นขึ้นมาด้วยความแปลกใจ และผิดหวังที่

เป็นเพียงความฝัน"เขาพยายามปลอบฉัน และกอดฉันแต่ฉันเอาแต่เบือนหน้าหนี

และร้องไห้ แม้จะอยู่ในฝันฉันก็ยังรู้ว่าเขาตายแล้ว...แต่ฉันก็รู้สึกเป็นสุขมาก และ

ร้องไห้ซึ่งเขาเองก็ช่วยอะไรไม่ได้.. .เวลาฉันแตะหน้าของเขามันเหมือนกัว่า เขา

อยู่ตรงนั้นจริงๆ เหมือนจริงจังเลย" อีกรายเล่าว่า"เขานอนหลับตาอยู่ในโลง และ

อยู่ๆ เขาก็ฟื้นแล้วก็ลุกออกมา... ฉันมองเขา เขาเปิดปากจะพูด-ฉันว่า เขายังไม่

ตายๆ ขอบคุณพระเจ้าฉันมีเขาไว้คุยด้วยแล้ว"


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ช่วงที่กำลังเศร้าโศกอยู่เราจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับสิ่งที่ไม่รีบด่วนเช่นการกินการนอน

ในช่วงแรกๆ มักมีอาการนอนไม่หลับ ในเดือนแรกแม่หม้ายครึ่งหนึ่งต้องกินยานอนหลับ

หลายๆ รายนอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตื่นเช้ากว่าปกติ ช่วงกลางคืนจะเป็น เวลาที่

เปล่าเปลี่ยวที่สุด หลายๆ ราย ไม่สามารถนอนที่เตียงเดิมที่เคยนอนกับสามีได้

และหลายรายไม่ยอมหลับ นอนคิดถึงสามีทั้งคืน แม่หม้ายมักเบื่ออาหาร และผอมลงใน

ช่วง๒เดือนแรก บางรายถึงกับเฉยเมยกับลูกๆ ไม่ไปมาหาสู่กับเพื่อนฝูงเก็บตัวอยู่กับบ้าน

แม่หม้าย๗คนที่มีงานทำไม่ไปทำงานโดยเฉลี่ยเกือบ๒สัปดาห์แต่ตอนหลังก็สนุก

กับงาน และเพื่อนใหม่ได้ดี และเร็วกว่าคนที่ไม่มีงานมาช่วยดึงให้ออกจากบ้าน
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 10 ก.ค. 14, 10:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โชดดีที่คนส่วนใหญ่หายจากภาวะเศร้าโศกได้ในที่สุด ดังตัวอย่างนางกรีนซึ่งมี

ความผูกพันใกล้ชิดกับสามีมาก พอสามีตายเธอเกิดอาการชา ไปหลายวัน หลัง

จากนั้นก็มีอาการวิตกกังวล และซึมเศร้าครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเกี่ยวกับสามี และมีความ

รู้สึกว่าเขาอยู่ด้วย รุนแรงมาก ครอบครัวของเธอช่วยปลอบ และให้กำลังใจ และเธอ

ก็ดีขึ้นในเดือนที่ ๓-๔ เดือนที่ ๗ เธอไปเยี่ยมพี่สาวที่อเมริกาเธอรู้สึกว่ายังเป็นที่ต้องการ

มีความมั่นใจกับคืนมา รู้สึกสดชื่น และเตรียมตัวดูแลญาติคนหนึ่งที่ไม่สบาย

และกลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว ระยะเวลากว่าความเศร้าโศกจะหายสำหรับ

แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน บางรายหนึ่งปีผ่านไปก็ยังไม่หายก็มี ในบางคนความเศร้า

โศกนี้ไม่มีวันหาย และคนที่เป็นหม้ายมานานอาจบอกว่า "คุณไม่มีทางหลุดพ้นจาก

มันหรอก" เวลาครบรอบปี หรือเวลาเพื่อนเก่ามาเยี่ยม โดยไม่คาดคิด หรือเวลาค้น

เจอรูปภาพเก่าๆ ความรู้สึกโศกเศร้าคิดถึงจะกลับมาอีก และต้องมาทำใจกันใหม่

อีกแต่ก็เบากว่าเดิม อย่างไรก็ตามความเศร้าโศก จะเกิดขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ ทั้งความถี่

และความรุนแรง และความสนใจสิ่งต่างๆ และความอยากอาหารจะค่อยๆ กลับคืนมา

เมื่อเรามีความเศร้าโศกจากการสูญเสียคนที่เรารัก หรือการสูญเสียโอกาส เราต้อง

พยายาม"ทำใจ" ให้ได้ เราจะต้องสามารถพูดถึงคนที่ตาย และสิ่งที่เคยทำร่วมกัน

ได้ ว่ามีความหมายกับเราอย่างไร และสามารถร้องไห้ได้ โดยไม่ต้องอาย ใน

หลายๆ สังคมมีการยอมรับกันว่า คนเราต้องเกิดความเศร้าโศกเมื่อมีญาติตาย

และจะมีช่วงเวลาที่ถือว่าเป็นระยะเศร้าโศกเพื่อช่วยให้ผ่านความทุกข์โศกไปได้

ในบางสังคมผู้สูญเสีย สามารถร้องคร่ำครวญ และแสดงความเศร้าโศกได้เต็มที่

ในการ"ทำใจ" นั้นนอกจากจะต้องทำใจกับอดีตแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือยังจะ

ต้องหาวิธีที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และหาสิ่งทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปด้วย

บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่พวกเราเกือบทุกคนต้องเผชิญเขาสักวันคือความตายของ

ตัวเราเอง เรามักคิดว่า ความสำเร็จของการรักษาคือ การหายป่วย ในการดูแลผู้ป่วย

ที่ไม่รอดแน่ๆ เราต้องพยายามช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบที่สุด เป็นที่ยอมรับกัน

ในศูนย์การแพทย์หลายๆ แห่งแล้วว่า ผู้ป่วยที่กำลังจะตายต้องการ การดูแลเป็น

พิเศษเพื่อช่วยลดความวิตกกังวล เราสามารถช่วยคนที่กำลังจะตายให้ยอมรับ

ความจริงอย่างสงบได้แม้จะต้องใช้เวลาสักหน่อย หญิงชราผู้หนึ่งอยู่ในหอผู้ป่วย

ระยะสุดท้ายเห็นผู้ป่วยร่วมห้องตายไป ๖ คน ในช่วงเวลา หลายเดือน เมื่อถูกถาม

ว่าช่วงที่มาทนทรมานอยู่ที่นี่มีความหมายอะไรไหม เธอคิดสักครู่แล้วตอบว่า"มีสิ

ฉันรู้สึกว่า มีความสัมพันธ์ที่จริงใจ และเกื้อกูลกันกับผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่ตายไปแล้ว"

แม้จะมีความเจ็บปวดแต่ถ้าได้เตรียมตัวเตรียมใจที่ดีก็สามารถตายอย่างสงบสุขได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม