Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ประสบการณ์ชีวิตของอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร โดยคุณนกยูง  (อ่าน 346 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ประสบการณ์ชีวิตของอาจารย์เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร  โดยคุณนกยูง ลูกศิษย์


ดูดวงด้วยญาณ Tel. 0829538665, 089-9945833, 02-4686623
อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร
                                     
1.ดูดวงด้วยญาณ ดูลายมือ เสริมบารมีให้ทางโทรศัพท์
2.แก้ปัญหาความรัก แฟนมีกิ๊ก แก้ปัญหามีบุตรยาก แท้งบุตร
3.แก้โดนคุณไสย์ ป้องกันอุบัติเหตุ
4.เสริมบารมี ด้านการศึกษา การงาน การเดินทางต่างประเทศ
5.บอกเทพที่คุ้มครองประจำตัวท่านว่าเป็นองค์ใด
6.แก้ปัญหาการเงินติดขัด และช่วยให้โชคลาภ
7.ปรึกษามีบุตรยาก ขออภิชาตบุตร  หากทำอิ๊กซี่ ทำกีฟ เด็กหลอดแก้ว ฉีดเชื้อฯไม่สำเร็จเสียเงินเป็นแสน
 ( กำลังรับสมัครคุณแม่รุ่นที่ 9  รับสมัครถึงวันที่ 9/9/2554)
ปรึกษาอาจารย์เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร
โทร 089-9945833 , 082-9538665, 02-4686623

ที่อยู่ บ้านเลขที่ 54/96 ซ.วุฒากาศ 40 ถ.วุฒากาศ เขตจอมทอง กทม. 10150

สามารถโอนเงินไปที่บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาวุฒากาศ
ในนาม อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร เลขที่บัญชี  062-217-6716







noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กล่าวนำ

เนื่อง จากว่ามีสมาชิกที่หลายท่านทั้งที่อยู่ในประเทศ และต่างประเทศ ได้โทรศัพท์มาบอกว่าสนใจ อยากจะทราบประวัติความเป็นมาของ อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร  ตั้งแต่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถึงได้มีความรู้มากมาย  และประสบการณ์ชีวิตต่างๆมาเล่าได้อย่างไม่จบไม่สิ้น  ไว้สั่งสอนไม่ให้ในสังคมไม่ให้ดำเนินชีวิตผิดพลาด เหมือนกับตัวอย่างในบันทึกที่อ.ได้เขียนไว้ทั้ง 19 เล่ม

ทางคณะลูก ศิษย์จึงได้นำประวัติ และประสบการณ์ชีวิตของอ.เทวฤทธิ์ มาลงกระทู้อีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่ม รูปภาพ เข้ามาประกอบเนื้อเรื่องให้มีสีสัน มากกว่าเดิม หวังว่าท่านสมาชิกจะเข้าใจในอุดมการณ์ของอ.ว่าเป็นเช่นไร และช่วยกันสร้างเสริมสังคมให้ดีขึ้นในด้านต่างๆ เช่น ศีลธรรม, ประชาธิปไตย, การศึกษา, การกีฬา เป็นต้น และ เป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชนต่อไป เพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคมและประเทศชาติ

จากคณะทีมงานลูกศิษย์



เล่มที่ 1 

นับ เป็นระยะเวลานานหลายปีที่ผมมีความคิดว่า น่าจะเขียนและเล่าประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตที่ได้ประสพพบเห็นมาตั้งแต่เยาว์วัย มาเล่าสู่กันฟัง ผมจึงพยายามรวบรวมเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา จัดพิมพ์เป็นหนังสือ “พ๊อกเก็ตบุค” และให้ชื่อเรื่องว่า “การต่อสู้ชีวิตของข้าพเจ้า...” เพื่อจะให้ผู้อ่านที่เป็นเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และท่านผู้มีเกียรติได้อ่านกันด้วยความบันเทิง อาจจะมีเหตุการณ์ในอดีตซึ่งมีท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ต่าง ๆ เหล่านั้น

อาจารย์เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร



โดยคุณนกยูงและทีมงาน



บรรพบุรุษของอ.เทวฤทธิ์   

     นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี พ.ศ. 2460 คุณปู่ของผมได้เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลด้วยเรือกลไฟของอังกฤษ เข้ามายังอ่าวไทยและเข้าเมืองสยาม ท่านเดินทางมาจากโผวเล้ง ตำบลอัวตึ้ง จากประเทศจีน

     ท่านได้เดินทางมาพร้อมน้องชาย คุณปู่และน้องชายทั้ง 2 คน ได้ร่วมกันทำมาค้าขายและสร้างครอบครัว อยู่ที่อำเภอหนองโดน จังหวัดลพบุรี ได้ช่วยกันเปิดร้านขายผ้าขึ้นในอำเภอนี้ การค้าได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับและสามารถเปิดเป็นร้านขายผ้าที่ใหญ่ ที่สุดในสมัยนั้น สามารถขยายร้านได้ถึง 3 คูหา เมื่อน้องชายทั้งสองท่านได้แต่งงาน มีครอบครัว น้องสะใภ้ทั้ง 2 คน ได้เข้ามาร่วมบริหารงานในร้านด้วย ก็เลยทำให้มีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำ ทำให้การค้าที่เจริญรุ่งเรืองอยู่นั้นต้องมีปัญหาและพังพินาศลงอย่างรวดเร็ว เกิดการแย่งสมบัติกันขึ้น ซึ่งนำความเศร้าใจให้กับคุณปู่เป็นอย่างยิ่ง

   คุณปู่เมื่อเห็นเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นก็ไม่สบายใจ จึงได้ขอกลับเมืองจีนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อไปพบคุณย่าและลูก ๆ ที่เมืองจีน


จากหนังสือเล่มที่ 1



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณปู่ย้ายมาอยู่ที่บางกอก

คุณ ปู่ได้รับจดหมายจากญาติที่แจ้งมาจากประเทศสยามว่า น้องชายทั้ง 2 ครอบครัว มีปัญหาและแยกกันไปค้าขายยังที่ต่าง ๆ คือ ที่จังหวัดนครสวรรค์ ค้าขายทองและค้าขายพืชไร่
   คุณปู่ได้เดินทางกลับมาเมืองสยามอีกครั้งหนึ่งพร้อมคุณย่าและคุณพ่อ โดยไม่ได้ไปที่ร้านค้าผ้า ที่ตำบลหนองโดน จังหวัดลพบุรี อีกเลย
   ได้เดินทางมายังจังหวัดบางกอก หรือกรุงเทพฯ และได้เปลี่ยนชื่อประเทศ “สยาม” เป็น “ประเทศไทย”
คุณ ปู่ได้มาพบน้องชายอีกท่านหนึ่ง ซึ่งได้เปิดร้านขายสินค้าโชวห่วย อยู่แถวบางปะกอก ซึ่งคุณปู่ได้ให้คุณพ่อผมช่วยงานคุณลุงอยู่ระยะหนึ่ง คุณลุงได้สอนคุณพ่อว่า อยู่เมืองไทยนั้น มีเงินทองมากมายอยู่ตามท้องถนน ซึ่งหากเรามีความสามารถก็จะดลบันดาลให้เงินทองเหล่านั้นมาอยู่ในกระเป๋าของ เราได้ หากใครมีความสามารถผู้นั้นจะมีเงินใช้ตลอดไป
   สมัยนั้น ยังไม่มีตึกสูงเหมือนในปัจจุบัน ส่วนมากจะเป็นบ้านตึก 2 ชั้นเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันจะหาดูบ้านสมัยนั้นได้ที่กระทรวงมหาดไทยด้านหลัง จะมีบ้านทรงโบราณให้เห็นอยู่ หรือตึกแถวบริเวณท่าน้ำราชวงศ์ ถนนทรงวาดทั้งสาย ก็จะมีบ้านสมัยเก่าให้เห็นอยู่บ้าง ถนนสายสำคัญ ๆ ก็มีเพียงไม่กี่สายและมีรถรางไฟฟ้าวิ่งอยู่ระหว่าง ถนนพระราม 4 ถนนเยาวราช ถนนจักรวรรดิ และที่วงเวียนใหญ่ เมื่อก่อนจะเห็นรางรถไฟฟ้าหลงเหลืออยู่บ้าง ปัจจุบันนี้รางเหล็กเหล่านั้นก็คงจะถูกรื้อออก หรือไม่ก็โดนฉาบด้วยปูนซิเมนต์หล่อพื้นสูงทำถนนสำหรับรถยนต์วิ่งจนหมดแล้ว คุณพ่อเล่าว่า ค่ารถรางไฟฟ้าในสมัยนั้น เก็บคนละประมาณ 25 สตางค์ หรือ 1 สลึง

                คุณปู่ผมได้งานทำที่ร้านขายเครื่องไฟฟ้าแถว ๆ สามแยกวงเวียน 22 ทำเกี่ยวกับด้านบัญชี คุณปู่ทำงานได้ประมาณ 5 ปีก็มีเงินเก็บมัธยัสถ์รวบรวมเงินมาเซ้งตึกแถว 2 ชั้นอยู่แถวถนนเจริญเมือง อำเภอปทุมวัน หรือ เขตปทุมวัน ในปัจจุบันนี้

จากเล่มที่ 1

ภาพถ่ายกรุงเทพฯ และรถรางในสมัยนั้น



ชีวิตในวัยเด็ก และวัยเรียน   
   เมื่อคุณปู่ได้เซ้งตึกแถวแล้ว ก็เปิดเป็นร้านขายสินค้าทุก ๆ ชนิด เช่น สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม น้ำอัดลม ซีอิ้ว น้ำปลา และขนมสำหรับเด็ก ๆ
   ตอนนั้นคุณพ่อผมอายุประมาณ 28-29 ปี แล้วมีอาชีพค้าไม้ทุกประเภทและตอนนั้นกำลังสร้างโรงแรมดุสิตธานี คุณพ่อก็เป็นผู้ส่งไม้ก่อสร้างให้ คุณพ่อเล่าให้ฟังในภายหลัง คุณปู่ได้ถามคุณพ่อว่า อยากจะมีครอบครัวหรือไม่ ถ้าอยากมีก็จะหาให้ จะได้มีหลาน ๆ ตัวเล็ก ๆ ไว้คอยดูแลตอนเฒ่า ตอนแก่
   คุณปู่ได้แนะนำสาวงามผู้หนึ่งมาให้คุณพ่อได้รู้จักและศึกษานิสัยใจคอกันดู สักระยะหนึ่ง และบอกว่า ถ้าลูกชอบพ่อจะไปสู่ขอผู้ใหญ่ของฝ่ายผู้หญิงมาให้ เมื่อศึกษานิสัยกันอยู่ระยะหนึ่ง คุณปู่ก็ได้ไปสู่ขอเจ้าสาวเข้าพิธีแต่งงานกันและได้มาอยู่ร่วมกัน ที่บ้านถนนเจริญเมืองและช่วยคุณย่าค้าขาย
   จากนั้นไม่นาน คุณแม่ก็ให้กำเนิด พี่สาว, พี่ชาย และตัวผมเองในเวลาต่อมา และมีบุตรทั้งหมด 8 คน  ตอนที่กำลังจะเกิดนั้น คุณแม่ได้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ไปคลินิกแล้ว กำลังจะขึ้นเตียงให้คุณหมอตรวจก็ปรากฏว่า ได้คลอดผมและลื่นไถลไปตั้งไกล ร้องไห้ร้องเสียงดังเลย คุณหมอก็นึกไม่ถึงว่า จะคลอดได้ง่ายขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่อยู่ในท้องก็เกือบจะแท้งไปแล้ว เพราะคุณแม่มีเลือดออกตลอด คุณหมอท่านก็เลยจัดยามาให้ทานจนแข็งแรงขึ้น เกิดมาก็เกือบจะตายแล้วครั้งที่ 1

เล่มที่ 1

รูปภาพกรุงเทพฯ และ โรงแรมดุสิตธานีในสมัยก่อน และปัจจุบัน



ถูกเตะจนแขนหัก   
 
        เมื่อตอนอายุประมาณ 3 ขวบ พี่สาวได้อุ้มพาไปดูเขาเตะฟุตบอลกัน ขณะที่เขาเล่นกันอยู่นั้น ลูกบอลก็ได้กระเด็นมาอยู่ข้าง ๆ ตัวผม ผู้ใหญ่เหล่านั้นก็วิ่งเข้ามาเตะมือผมและลูกบอลไปพร้อมกัน ผมก็กระเด็นตามลูกฟุตบอลไปด้วย ก็ปรากฏว่า แขนข้างซ้ายหัก ผู้ใหญ่ที่เตะผมมือหักก็ใจดีแสดงความรับผิดชอบรีบอุ้มผมไปยังคลินิก เพื่อให้คุณหมอเข้าเฝือกให้และออกค่ายาค่ารักษาให้ และตอนที่พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านก็ได้นำยาจีนมีราคาแพงมาให้ทานประจำ โชคดีที่เจอคนดีมีเงินและก็มีน้ำใจดีงามอีกต่างหาก รักษาจนมือผมหายดีเป็นปกติ

เล่มที่ 1



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โดนเพื่อนล้อ       

ผม มีความรู้สึกผูกพันกับคุณปู่มากที่สุด คุณปู่ไปไหนก็ต้องเรียกผมติดตามท่านไปด้วยทุกครั้ง เช่น ไปซื้อสินค้ามาขายมาเข้าร้านก็ต้องตามท่านไปช่วยแบก ไปซื้อไม้กวาดมาขายจะต้องช่วยแบกไว้ที่บ่ากลับมาที่บ้าน    คุณปู่แบก 2 มัด ผมเองแบก 1 มัด ไปซื้อที่ตึกแถวข้างสถานีรถไฟหัวลำโพง ตอนแบกกลับได้เจอเพื่อน ๆ แถวนั้นเข้าพอดี ก็ล้อกันใหญ่เลยและถามว่า แบกไม้กวาดขายด้วยหรือ ผมก็บอกว่า ใช่แล้วก็หัวเราะเยาะกันใหญ่เลย ก็สนุกสนานกันไปตามประสาเด็ก ๆ สมัยนั้นนุ่งกางเกงนักเรียนขาสั้นสีกากีใส่มาหลายปีแล้ว ก็มีรูปหัวใจสีแดงปะอยู่ที่ก้นทั้ง 2 ข้าง   คือ เนื้อผ้าบางจนขาด คุณแม่ก็เลยช่วยปะให้สวยเหมือนเดิม สมัยนั้นจะใส่กันเป็นแฟชั่นเลยทีเดียว เพื่อน ๆ ผมก็ใส่กางเกงปะรูปหัวใจกันเกือบจะทุกคน



เกือบจมน้ำตาย ด้านหลังสนามกีฬาศุภชลาศัย    q*036 q*009

ผม ได้ไปหัดว่ายน้ำด้านหลังสนามศุภชลาศัย (สนามกีฬาแห่งชาติ) จะเป็นคลองแนวยาวตลอด ตัดทะลุไปด้านหลังของตึกมาบุญครอง ตอนนั้นอายุประมาณ 9-10 ขวบ พี่ชายได้ชวนไปว่ายน้ำเล่นในคลองนั้น และชวนเพื่อน ๆ แถวบ้านไปว่ายด้วยกัน ซึ่งมีรูปร่างใหญ่กว่าทุก ๆ คน ทุกครั้งไปว่ายน้ำจะสูงพอดีต้นคอ ซึ่งยังว่ายน้ำไม่เป็น ได้แต่ดำน้ำเปิดตาใต้น้ำ น้ำคลองในสมัยนั้นใสสะอาดมาก มีปลา มีกุ้ง หอยและปู อยู่ทั่วไป ไม่ค่อยมีใครจับ ช่วงนั้นเป็นหน้าฝนพอดี พอไปถึงคลองเล่นน้ำก็ถอดเสื้อผ้าหมดเปลือยกันหมดเพื่อน ๆ ทุกคนก็เปลีอยกันหมด เสื้อผ้าและกางเกงก็วางไว้ใต้ต้นไม้ มีเด็กจากที่ต่าง ๆ มาว่ายน้ำกันสนุกสนาน พอเราไปถึงพอถอดเสร็จปุ๊บก็กระโดดพุ่งตัวลงน้ำเลย ปรากฏว่า น้ำคลองคราวนี้สูงเลยหัวขึ้นมาเหยียบพื้นดินไม่ถึง เพราะฝนตกหนักและเพิ่งจะหยุดใหม่ ๆ เลยดำผุดดำว่าย ผลุบ ๆ โผล่ ๆ หัวบ้าง ขาบ้าง ร้องตะโกนบอกว่า ตายแล้ว ตายแล้ว   ว่ายน้ำไม่เป็น ว่ายน้ำไม่เป็น...    เพื่อนพี่ชายเห็นเข้าเลยกระโดดลงไปช่วยลากคอขึ้นฝั่ง นอนแผ่หมดกรงอยู่ ณ ที่นั้น นั่งคิดว่า ถ้าเพื่อนพี่ชายไม่มาช่วยเราคงเป็นผีน้ำ     เฝ้าอยู่ในคลองนี้อย่างแน่นอน พอมีสติขึ้นมาก็หากางเกงและเสื้อผ้ามาใส่ วิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ ปรากฏว่า กางเกงและเสื้อผ้าของตัวเองและเพื่อน ๆ ถูกขโมยไปหมด   ตายแล้วเราต้องเดินแก้ผ้าโทง ๆ เดินกลับบ้านอย่างนี้เลยหรือนี่   q*020  อายเขาแย่เลย พี่ชายบอกว่า ให้รออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวจะไปตามหาเสื้อผ้ามาให้ ดูว่าเด็กกลุ่มไหนขโมยไป ผมและเพื่อนรอพี่ชายอยู่นาน จนทนไม่ไหว เพื่อนเลยปรึกษากันว่า ยังมีเด็กกลุ่มอื่นเล่นน้ำอยู่ อย่างนี้เราจะต้องขโมยมาใส่กลับบ้านไม่งั้นต้องถูกคุณปู่ตีตายแน่ เพราะนี่เวลาก็เย็นมากแล้ว เพื่อนก็เลยหยิบมาได้กางเกงคนละตัว จึงรีบใส่ปรากฏว่า ตัวที่ผมใส่นั้นตัวใหญ่มากใส่แล้วหลุด ต้องเอามือรวบและกดเอาไว้     ก็รีบวิ่งกลับทันที ยังนึกสงสารอยู่เลยว่า คนสุดท้ายที่ไม่มีกางเกงใส่จะกลับบ้านอย่างไร คงจะอายหน้าดูเชียว พี่ชายได้มาบอกว่า กลุ่มที่ขโมยกางเกงและเสื้อผ้าไปเป็นเด็กที่อยู่ตรอกสลักหิน ทางไปหัวลำโพงเป็นผู้เอาไป ไม่น่าเล่นแผลง ๆ กันอย่างนี้เลย

   จากนั้นมาก็ไม่กล้าไปว่ายน้ำยังคลองนั้นอีกเลย ที่รอดตายมาได้ครั้งที่ 2 ของชีวิตที่ผีน้ำจับร่างและวิญญาณของเราไปไม่ได้ ต้องขอขอบคุณเพื่อนพี่ชายที่ได้ช่วยชีวิตผมไว้ และต้องขอโทษและขอบคุณผู้ที่เราเอากางเกงตัวใหญ่ของเขามาใส่ปกปิดความ อายกลับบ้านได้

เล่มที่ 1

รูปภาพสนามกีฬาศุภชลาศัยในสมัยก่อน



คุณครูที่รักของผม   และพระเอกในดวงใจของผม    q*057 q*054

ตอน นั้น ผมเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4 ครูประจำชั้น คือ คุณครูประไพ ซึ่งท่านเป็นครูเจ้าระเบียบ รักลูกศิษย์ได้อบรมให้ลูกศิษย์ทุกคนเป็นคนดี พูดจาสุภาพเรียบร้อย เพื่อให้ลูกศิษย์ทุกคนสามารถดำเนินชีวิตเข้ากับเพื่อน ๆ และโรงเรียนอื่นได้ ซึ่งจะต้องย้ายไปเรียนชั้นประถมปีที่ 5 ในโรงเรียนแห่งใหม่ต่อไป
   ตอนนั้นพระเอกในดวงใจ คือ คุณมิตร ชัยบัญชา กำลังโด่งดังมาก   ใคร ๆ ก็นิยมชมชอบกันเป็นอย่างมาก เป็นวีรบุรุษในดวงใจของทุก ๆ คนในประเทศไทย มีคุณมิตร ก็ต้องมีเพชรา คู่พระเอกนางเอกในสมัยนั้น น้าดอกดินท่านสร้างหนังครั้งใดก็จะต้องมีทั้งคู่แสดงนำทุกเรื่อง    ตอนนั้นหนังเรื่อง “นกน้อย”      กำลังดังมาก ฉายที่โรงหนังคาเธ่ย์ ถนนเยาวราช ช่วงตรุษจีน ปีใหม่ จะมีผู้คนทุกสารทิศมาเบียดเสียดกันเนืองแน่นในโรงหนังและทุกครั้งที่น้าดอก ดินสร้าง ท่านก็จะร้องตะโกนว่า “ล้านแล้ว จ้า” ทุกเรื่องที่น้าสร้างก็ผ่านหลักล้านบาทในทุก ๆ ครั้งที่สร้างและต้องร้องเพลงไตเติ้ลด้วยเพลงที่น้าแกแต่งเองในทุกเรื่อง ผมถือว่า ท่านเป็นศิลปินตลกเอกในยุคนั้นเลยทีเดียว
   คุณครูประไพก็อยู่ที่ซอยศาสนา คลองประปาสามเสน ซึ่งอยู่ในซอยเดียวกันกับคุณมิตร ชัยบัญชา ซึ่งเมื่อผมและเพื่อน ๆ ไปเยี่ยมบ้านคุณครูครั้งใดก็จะเดินไปมองหน้าบ้านของคุณมิตรทุก ๆ ครั้งแต่ก็ไม่เคยพบคุณมิตรเลยสักครั้ง และมาเสียใจมาก   ที่มีข่าวว่า คุณมิตรตกเครื่องบินเนื่องจากแสดงหนังเรื่อง อินทรีทอง ทำให้ประชาชนทั้งประเทศต้องตกตะลึก   ข่าววิทยุและโทรทัศน์ รายงานข่าวทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันหลายวัน

จากเล่ม 1

รูปภาพ มิตร ชัยบัญชา & เพชรา เพชรา เชาวราษฎร์ และย่านเยาวราช ในสมัยนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตอนชั้น ป.5-7 อ.ต้องทำงานเชื่อมเหล็กตั้งแต่เลิกเรียนจนดึก    q*027

จาก นั้นไม่นาน เมื่อได้มาเรียนต่อชั้นประถม 5 ที่โรงเรียนวัดดวงแข มีคุณครูใหญ่ ชื่อ คุณครูประยูร โภชาดม เป็นโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นโรงเรียนมีชื่อเสียงดี ในย่านสถานีรถไฟหัวลำโพงและเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องกับโรงเรียนสีตบุตร บำรุง ซึ่งมีพ่อค้าเหล็กแถวนั้นนิยมส่งลูกมาเรียนกันที่โรงเรียนแห่งนี้ โรงเรียนแห่งนี้เหมาะที่จะเป็นโรงเรียนตัวอย่างของโรงเรียนอื่น ๆ ในปัจจุบัน
   ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ทางคุณครูเก็บค่าแรกเข้า 100.- บาท เรียนได้ถึง 3 ปีจนจบชั้นประถมปีที่ 7 เลย
   เมื่อเข้าเรียนจะต้องมีการเรียนพิเศษช่วงปิดเทอม ซึ่งตอนนั้นผมเพิ่งจะกลับมาจากจังหวัดอุบลราชธานี อำเภอพิบูลย์มังสาหาร ตำบลช่องแม็กซ์ มีเขื่อนสิรินธรและอยู่เขตชายแดนระหว่างไทยกลับประเทศลาว ผมได้ไปอยู่ที่นั่น 1 เดือนก่อนที่จะกลับมาเรียนพิเศษที่โรงเรียนวัดดวงแข เพราะได้ไปร่วมงานบวชของหัวหน้างานผู้หนึ่ง ชื่อ คุณณรงค์ เสาหิน ซึ่งเป็นลูกจ้างของน้าชาย และเป็นน้องของคุณแม่ ได้เปิดโรงงานทำอะไหล่อยู่ฝั่งธนบุรี ผมเรียนในช่วงกลางวัน ส่วนช่วงเย็นจะมาช่วยทำงานเป็นช่างเชื่อมเหล็กจนถึงเวลา 3 ทุ่มครึ่ง จึงได้นั่งรถเมล์สาย 21 กลับไปบ้านคุณปู่ที่เจริญเมืองนอนด้วยความอ่อนเพลีย ถึงเวลาเช้าก็ไปเรียนหนังสือเป็นปกติ ทำเช่นนี้ทุกวัน เพื่อหารายได้มาเป็นค่ากับข้าว ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเสื้อผ้านักเรียน ผมได้ทำงานเชื่อมเหล็กด้วยแก๊สในเวลากลางคืนจนสายตาพร่ามัว   เพื่อหาค่าเรียน ซึ่งต้องใส่แว่นตาต่อมาในภายหลัง   

เล่มที่ 1


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เกือบจมน้ำตายครั้งที่ 2 ที่อุบล ตอนอายุสิบกว่าขวบ  

เมื่อ หัวหน้างานบวช   ผมจึงได้ติดตามไปร่วมงานบวช โดยนั่งรถไฟไปจังหวัดอุบลราชธานี ตอนนั้นอายุประมาณ 10-11 ขวบ และก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่จังหวัดอุบลฯ เสียแล้ว มีครั้งหนึ่งน้องชายของนาคณรงค์ ได้มาชวนผมไปว่ายน้ำเล่น ที่อ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน เป็นอ่างเก็บน้ำที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก ไปทั้งหมด 5 คน โดยมีผมตัวเล็กที่สุด คนที่นั่นคิดว่า คนกรุงเทพฯ นั้นคงต้องเก่งทุกเรื่อง ซึ่งก็ไม่ได้เก่งทุกอย่างเสมอไป อย่างเช่นว่ายน้ำ ผมว่ายน้ำไม่เป็นเลยและเกือบตายมาครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ก็กระโดดลงว่ายน้ำกันหมด เหลือผมอยู่คนเดียวบนฝั่งในใจนึกว่า น้ำคงจะตื้น ๆ ไม่ลึก เพราะทุกคนก็สามารถลอยตัวอยู่ในน้ำได้ เมื่อเพื่อน ๆ กลุ่มนั้น เรียกผมมาก ๆ เข้าให้ลงมาว่ายน้ำด้วยกัน ผมซึ่งอยู่ริมฝั่งอยู่แล้วถูกรบเร้ามาก ๆ ก็กระโดดลงน้ำไปสุดตัวเลย ในขณะนั้นผมกำลังดำน้ำอยู่ในอ่างเก็บน้ำ กรมชลประทาน พอขาเหยียบพื้นดินใต้น้ำก็เหยียบไม่ถึง  มันไม่มีพื้นดินให้เหยียบลึกก็ลึกมากเลย พอโผล่ หัวขึ้นมาเหนือน้ำก็ตะโกนบอกว่า ว่ายน้ำไม่เป็น ช่วยด้วย... ช่วยด้วย..    จากนั้นก็จมลงใต้น้ำไปเลยบังคับร่างกายไม่ได้ จึงรู้ว่าผู้ที่จมน้ำตายจะมีสภาวะเช่นเดียวกับเราเมื่อจมอยู่ในน้ำ เมื่อเพื่อน ๆ ทุกคนเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบว่ายน้ำเข้ามางมหากันใหญ่ ผมก็ลอยอยู่ใต้น้ำนั้นตาก็เปิดอยู่แต่ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ แต่เห็นมีเทพแต่งชุดสีขาวดันตัวผมขึ้นมาให้คนอื่นเห็น ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักอ.จี้กง พอดีมีเพื่อนในกลุ่มนั้น ซึ่งมีรูปร่างใหญ่และว่ายน้ำเก่งได้ดำลงมาลากคอเสื้อผมขึ้นมาเหนือน้ำ พอขึ้นมาเหนือน้ำได้มือผมก็ไขว่ไปมาก็คว้าคอแกมายึดไว้ เท่านั้นเองทั้งคู่ก็จมลงน้ำอีกครั้งหนึ่งกินน้ำเข้าไปหลายอึก   เพื่อนอีกหลายคนก็เข้ามาช่วยลากผมไปขึ้นฝั่ง ซึ่งก็ยังมีสติอยู่เพื่อน ๆ ตะโกนบอกให้อยู่เฉย ๆ อย่าดิ้นและช่วยกันลากเข้าฝั่งจนสำเร็จ เมื่อขึ้นฝั่งได้แล้วก็เหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง ผมต้องขอขอบคุณเพื่อน ๆ กลุ่มนั้นที่ช่วยชีวิตให้อยู่ในโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อน ๆ ในกลุ่มนั้นเล่าให้ฟังว่า ที่อ่างเก็บน้ำนี้มีผีน้ำเยอะ   มีคนมาว่ายน้ำเล่นและมาตายที่นี่ทุก ๆ ปี ผมได้ฟังดังนั้น จึงได้ขอให้เพื่อน ๆ ช่วยพากลับมาที่บ้านพักของคุณนาคณรงค์ เมื่อนาคณรงค์ได้บวชเป็นพระสงฆ์แล้ว ผมจึงได้กลับบ้านพร้อมกับญาติ ๆ ของหลวงพี่ณรงค์ นั่งรถไฟกลับกรุงเทพมหานคร ซึ่งที่บ้านมีอะไรที่ดีกว่าอยู่ที่ต่างจังหวัดมาก สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น มีห้องน้ำ ห้องส้วม แต่เมื่อยู่ที่จังหวัดอุบลฯ นั้น เวลาปวดท้องอึทีก็ต้องวิ่งเข้าไปในพงต้นไม้ในป่าอึเสร็จแล้วกระดาษทิชชู่ก็ ไม่มีต้องเอาใบไม้หรือเอาไม้ก้านยาว ๆ มาปั่นออก อาบน้ำทีก็ต้องมาอาบในกลางทุ่งนา อาบร่วมกับชาวบ้าน ซึ่งมีบ่อน้ำรวมของชาวบ้าน จะตักน้ำถังหนึ่งก็จะใช้ต้นไม้ไผ่สองอันมาผูกต่อกัน แล้วหย่อนลงไปลึกมาก ๆ และตักขึ้นมาทีละถัง ชาวบ้านซึ่งเป็นสาว ๆ มองดูคนกรุงเทพฯ อาบน้ำ นั่งยิ้มหวาน หัวเราะ ชอบใจกันใหญ่เลย ตัวก็ข๊าวขาวไม่เหมือนคนที่นั่น ตัวดำกันทุกคนเลย    แล้วก็ตัวเตี้ยกันทั้งหมู่บ้านที่นั่นจะเรียกผู้ชายว่าคุณเตี้ยกันทั้งหมู่ บ้าน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะกินส้มตำใส่ผงชูรสมากเกินไปเททีหนึ่งเป็นซองๆ  คงจะนึกว่าเขาใส่เหมือนน้ำตาล   ซึ่งมีสีขาวเหมือนกัน นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงสร้างของร่างกายที่หดตัวลงนั่นเอง

เล่มที่ 1

ตอน หลังหัวหน้างาน ซึ่งอ.รักและผูกพันมาก   เพราะได้สอนให้รู้จักการกลึงเหล็ก ทำแม่แบบ และเป็นคนดีมาก มาทราบเรื่องที่ อ.จมน้ำ และในหลายๆเรื่อง เค้าบอกว่า เค้าเสียใจมากไปตลอดชีวิต ที่ดูแลอ.ไม่ดี  เช่น อ.ต้องนั่งรถไฟไปหาที่ต่างจังหวัดคนเดียวกว่าสิบชั่วโมง เพราะรักเค้า โดยไม่มีผู้ใหญ่เดินทางมาด้วย  ทั้งที่อายุสิบกว่าขวบ ไม่รู้จักใครเลย มีแต่ชาวบ้านที่คุยภาษาอีสานง   ต้องปั่นจักรยานท่ามกลางความมืดมิด  มีแต่แสงจันทร์ไปหลายกิโลเพื่อเดินทางกลับบ้าน และหลงเข้าไปไหนป่าช้า ชาวบ้านบอกว่าที่นี่มีผีเยอะ เฮี้ยนมา ด้วยกระทั่งจนพบคนตัวดำ   ไม่ใส่เสื้อ ถือมีดฟันหญ้า     อ.ก็ตกใจมาก     กลัวว่าจะถูกทำร้าย แต่ไม่มีอะไร เป็นชาวบ้านแถวนั้น  หัวหน้างานบอกเองว่าเค้าเสียใจในเรื่องนี้มากไปตลอดชีวิต จนเมื่อสองปีที่แล้วเค้าได้เสียชีวิตไป จิตวิญญาณของหัวหน้างานได้มาร้องไห้กับอ. มาขอโทษที่ไม่ได้ดูแล บอกว่าที่เสียชีวิตไป เพราะได้อ่านหนังสือของที่ให้เกียรตินำประวัติของเค้าเป็นส่วนหนึ่งใน หนังสือ เค้ารู้สึกดีใจมาก แต่ก็เสียใจที่ไม่ได้ดูแลอาจารย์ให้ดี จึงตรอมใจตาย อ.ได้ให้อโหสิกรรม และขอให้ไปเกิดในภพใหม่ที่ดี

ฟังจากที่อ.เล่าเพิ่มเติม
ลูกศิษย์

รูปภาพชีวิตชนบทในสมัยก่อน



ครูใหญ่เห็นถึงความตั้งใจ จึงได้ย้ายให้ไปเรียนห้องคิงส์  

เมื่อ ผมได้กลับมาจากอุบลเข้ากรุงเทพฯแล้ว คุณปู่ได้พาไปเข้าพบคุณครูใหญ่ที่โรงเรียนวัดดวงแข เพื่อเข้าเรียนชั้น ป.5 คุณครูใหญ่ให้ไปเรียนห้อง ง. ซึ่งเป็นห้องที่นักเรียนเรียนไม่ค่อยเก่งเรียนอยู่รวมกัน คุณครูบอกว่า ให้เรียนห้องนี้ไปก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าการเรียนเป็นอย่างไร ปีหน้าค่อยพิจารณาห้องใหม่นะ เมื่อเรียนไปได้ 7 วัน คุณครูใหญ่ ท่านมาบอกว่า ให้ย้ายไปเรียนห้อง ก. คือ ห้องคิงส์ ซึ่งมีนักเรียนหัวกะทิเรียนอยู่ร่วมกัน ตอนที่เรียนอยู่ห้อง ง. ก็พยายามคัดลายมือให้สวย ๆ และเขียนตัวบรรจง สมุดจะต้องต้องละเอียดเรียบร้อย ภาษาอังกฤษก็คัดลายเส้นให้สวยงาม ครูประจำชั้นก็เลยนำไปให้คุณครูใหญ่ดู ท่านก็เลยอนุมัติให้ย้ายห้องมาอยู่ห้องคิงส์ คือ ป.5 ก. เรียนอยู่ไม่นานก็มีการสมัครคัดเลือกประธานนักเรียนของรุ่นพี่ ๆ ซึ่งตำแหน่งประธานนักเรียนจะต้องเป็นผู้นำและตัวอย่างที่ดีของนักเรียนทุก ๆ คน มีการหาเสียง แถลงนโยบาย แนะนำตัวผู้สมัครในทุก ๆ เช้า ตอนที่ยืนเข้าแถวเคารพธงชาติเสร็จแล้ว ทุกเช้าก็จะมีการปราศรัยหาเสียงของผู้สมัครทุกห้อง คนละ 5 นาที

เล่มที่ 1





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เพิ่งรู้จักคำว่า " ประชาธิปไตย " 

ตอน นั้นเพิ่งจะรู้จักคำว่า ประชาธิปไตยของนักเรียนว่าเป็นอย่างไร การหาเสียงโดยมีการเชิดสิงโตของเด็กนักเรียนรุ่นพี่ การเชี่ยนรูปการ์ตูนของผู้สมัคร เพื่อติดใบปลิวที่บอร์ดผู้สมัครรุ่นพี่มาเดินแนะนำตัวในห้องเรียน ซึ่งทำให้เราเมื่อเห็นภาพต่างๆ เหล่านี้ มีความรู้สึกตื่นเต้นและเป็นสิ่งอัศจรรย์ใจที่เพิ่งจะได้พบเห็นเป็นครั้งแรก ในชีวิต จึงทำให้ผมได้ตั้งปฏิภาณไว้ว่า  เมื่อขึ้นชั้นประถม 7 เมื่อไหร่  ผมจะต้องลงสมัครเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียนให้ได้และผู้ที่เป็นกลางในการ เลือกตั้งก็เป็นคุณครูทุก ๆ ท่านที่ร่วมกันจัดการเลือกตั้งนี้ขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์มากที่สุดไม่มีการซื้อเสียง หรืออามิสสินจ้างใด ๆ ถ้าหากการเมืองไทยได้รับการพัฒนาขึ้นมา มีองค์กรที่เป็นกลาง (เป็นที่เคารพนับถือของประชาชน) จัดการทุกสิ่งทุกอย่างที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้นการเมืองก็จะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน   ตอน ที่เรียนอยู่นั้นไม่นาน ก็มี ส.ส. (สมาชิกสภาผู้แทนฯ) มาหาเสียงที่โรงเรียนและจำท่าน ส.ส. ได้ก็คือ ท่านอาจารย์ ดร.เจริญ คันธวงศ์ ซึ่งขณะนั้น ท่านเป็นอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพและมีเพื่อน ส.ส.ร่วมอีก 2 ท่าน ซึ่งจำชื่อไม่ได้ ได้มาเชิญคณะครูและนักเรียนทั้งโรงเรียน ให้ร่วมกันรณรงค์เก็บกวาดขยะในเขตปทุมวันร่วมกัน และมีน้ำแข็งใส่น้ำอุทัยสีชมพูให้ทานกัน รวมทั้งข้าวห่อมาให้ทุกคนได้ทานกันตอนมื้อเที่ยง ซึ่งได้รับการอุปการคุณจากพ่อค้า, แม่ค้าในเขตนั้น
 
เล่มที่ 1



ต้อนรับ ส.ส. ดร.เจริญ คันธวงศ์ สมัยเป็นเด็กนักเรียน 

ท่าน ส.ส. ดร.เจริญ คันธวงศ์ ได้เดินมาทักทายกับเด็กนักเรียนอย่างเป็นกันเอง ท่านพูดคุยสนุก นักเรียนจึงชอบท่านและจำท่านได้ และผมก็ประทับใจท่านมาก ตอนนั้นท่านอายุประมาณ 30 ปี รูปหล่อไม่มีพุงเหมือนปัจจุบันนี้ ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีของชาวบ้านในเขตนั้น จึงได้รับเลือกเป็น ส.ส.มาทุก ๆ สมัยจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านก็ยังได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านตลอดมา เพราะท่านอยู่ในหัวใจของประชาชนในเขตของท่านตลอดไป

จากเล่ม 1

พอ โตขึ้น อ.ได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. ได้นำเพื่อนๆ คณะกรรมการ ไปดูการบริหารงานของพรรค เพื่อศึกษางาน ท่าน ส.ส. ดร.เจริญ คันธวงศ์ และ ท่านหัวหน้าพรรค คุณพิชัย รัตตกุล ก็มาให้การต้อนรับอ. และคณะกรรมการกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. ซึ่งได้ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

ตอนเล็กต้อนรับท่าน ตอนโตท่านต้อนรับ 



วันวิปโยค 

จาก นั้นอีก 1 ปีก็ได้ขึ้นชั้น ป.6 ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ตอนนั้นไม่ทราบว่า เกิดอะไรขึ้นประชาชนได้ลุกฮือกันที่ท้องสนามหลวง ป้อมตำรวจทุกแห่งถูกทำลายจนหมด ไม่มีตำรวจมาโบกจราจร มีแต่ลูกเสือจราจรที่อำนวยความสะดวกให้กับรถที่สัญจรไปมาตามท้องถนน ผมและเพื่อน ๆ ได้เดินไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่วัดสระเกศ ภูเขาทอง ถนนแม้นศรี เดินขึ้นไปจนถึงยอดภูเขาทองชั้นสูงสุด มีประชาชนมาร่วมออกันแน่นอยู่ตามบันไดทางเดินเต็มไปหมดเป็นหมื่นคนได้ และมองจากยอดภูเขาทองลงมา ทางถนนราชดำเนินสะพานผ่านฟ้า เห็นนักศึกษาขับรถดับเพลิงไปดับไฟที่สถานตำรวจนางเลิ้ง ได้ยินประชาชนพูดกันว่า นักศึกษาเป็นคนจุดไฟและนักศึกษาเองก็เป็นผู้ขับรถดับเพลิงไปดับไฟเองด้วย ซึ่งขณะนั้น ผมยังไม่ทราบว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นและได้มองท้องฟ้า เห็นเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำบินวนอยู่บนท้องฟ้าและยิงปืนลงมา ก็ยังแปลกใจว่า ยิงลงมาทำไม ซึ่งทุกคนก็ไม่รู้อะไรมากและทุกคนก็เป็นไทยมุงด้วยกันทั้งนั้น (แต่ก็ไม่มีใครได้รับอันตรายจากเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำนั้น คิดว่าน่าจะยิงขู่ลงมามากกว่า) ส่วนนิสิตนักศึกษาด้านล่างมีจำนวนเป็นแสนคนเดินถือธงชาติไทย เดินกันเป็นขบวนยาวเหยียดจากนั้นก็รีบลงจากบันไดภูเขาทอง แล้วรีบเดินกลับมาบ้านคุณปู่ที่เจริญเมือง เพราะรถเมล์หยุดวิ่ง ถ้าใครนำรถออกมาก็จะถูกนักศึกษาต้อนไปวิ่งที่สนามหลวงและถนนราชดำเนินจนหมด เหตุการณ์ทั้งหมด คือ ปริศนาในใจที่เก็บมานานหลายปี จึงได้ทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า มันเป็นมาอย่างใด เกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร  จากนั้นอีกไม่นานก็มีการประท้วงตามโรงงานกันขึ้น การชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ ตามโรงเรียนและสถาบันมหาวิทยาลัยจ่าง ๆ สิ่งเหล่านี้หรือที่เรียกว่า ได้เกิดประชาธิปไตยขึ้นมาแล้ว มันเป็นอย่างนี้เองหรือนี่...    ในความคิดของเด็กอายุ 12-13 ขวบ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นักเรียนก็ประท้วงครู 

   ที่โรงเรียนวัดดวงแข ชั้นประถาม 6 ก. คือ ห้องผมเอง ก็มีการประท้วงเกิดขึ้น คือ ประท้วงคุณครูฝึกสอน 2 ท่าน ที่สอนหนังสือแต่นักเรียนทั้งห้องไม่เข้าใจและไม่มีจิตวิทยาในการสอน   หัวหน้าชั้นเรียน คือ คุณธานี ซึ่งได้เรียกทั้งห้องมานั่งประชุมกันว่า จะเอาอย่างไรก็เลยวางแผนกัน ซื้ออาหาร น้ำ ขนมมาเก็บไว้ในห้องเรียนให้มาก ๆ จากนั้นก็ปิดห้องเรียนไม่ให้ครูเข้ามาสอน 1 วันเต็ม ๆ จนถึง 6 โมงเย็น คุณครูใหญ่ได้ขึ้นมาคุยและบอกให้นักเรียนทุกคนเลิกประท้วงแล้วให้กลับบ้าน ถ้าไม่เชื่อฟังจะไล่ออกให้หมดทั้งห้อง และพรุ่งนี้เช้าค่อยมาพบคุณครูใหญ่ที่ห้องพักครู นักเรียนทุกคนก็ปฏิบัติตามคุณครูใหญ่กันหมด รวมทั้งตัวผมเองด้วยเช่นกัน ก็คิดว่า นี่หรือ คือ ประชาธิปไตย ที่เบ่งบานเต็มที่แล้ว หรือมันนำความเดือดร้อนมาให้ ถ้าหากเราใช้มันไม่เป็นและไม่มีระเบียบวินัย ที่แล้วมาในอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังใช้ความเป็นประชาธิปไตยไม่ถูกทางกันอยู่ นั่นเอง ประชาธิปไตยที่ดีจะต้องมีระเบียบวินัยที่ดีเช่นกัน 
เล่มที่ 1


หัวโจก

   วันรุ่งขึ้น คุณครูใหญ่ ประยูร โภชาดม ได้เรียกนักเรียนห้อง ป.6 ก. มาทั้งหมด 44 คน และสอบถามว่า ใครเป็นหัวโจก หัวหน้าห้องคุณธานี ก็ยกมือและคุณครูใหญ่ได้ถามว่า ใครเป็นผู้ยกแข้งยกขาโผล่ออกมาทางนอกหน้าต่างตลอดเวลา เพื่อนผมก็ยกมือขึ้น ชื่อ คุณสมชาย แต่ไม่ใช่คุณเต๋า สมชาย เข็มกลัด ตอนนั้นคุณเต๋า สมชาย คงยังเล็กอยู่หรืออาจจะยังไม่เกิด นักเรียนทุกคนจะต้องโดนทำโทษ โดนฟาดก้นคนละ 1 ที ส่วนเต๋า หัวโจก จะต้องโดนฟาดก้น 5 ที ที่ยกแข้งโชว์ขาโผล่มาทางหน้าต่างและให้นักเรียนทั้งหมดไปขอขมาท่านครูฝึก สอนทั้ง 2 ท่านด้วย ซึ่งคุณครูฝึกสอนก็ให้อภัยกับลูกศิษย์ทุก ๆ คน
   จากนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ได้ผ่านพันไปด้วยดี ทางคุณครูใหญ่และคณะครูฝึกสอนได้จัดประกวดคัดลายมือขึ้น โดยให้นักเรียนประถมต้น 1 รางวัลชนะเลิศ และประถมปลายอีก 1 รางวัลชนะเลิศเช่นกัน และผมก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้คัดลายมือส่งเข้าประกวดด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ปรากฏว่า ได้รับรางวัลชนะเลิศของชั้นประถมปลาย

เล่มที่ 1



พระราชดำรัสในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ในวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม 2516 เวลา 19.15 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรง มีกระแสพระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศและทรงพระกรุณาโปรด เกล้า ฯ แต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผ่านทางโทรทัศน์ ณ หอตึกสมุด สวนจิตรลดา มีความว่า

" วันนี้เป็นวันมหาวิปโยคที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดระยะเวลา 6 - 7 วันที่ผ่านมา ได้มีการเรียกร้องและการเจรจากัน จนกระทั่งนักศึกษาและรัฐบาลทำข้อตกลงกันได้ แต่แล้วการขว้างระเบิดขวด และยิงแก๊สน้ำตาทำให้เกิดการปะทะกัน และมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั่วพระนครถึงขั้นจราจล และยังไม่สิ้นสุด มีคนไทยด้วยกันเสียชีวิตนับร้อย ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้งเพื่อให้ ชาติบ้านเมืองคืนอยู่ในสภาพปกติ

อนึ่ง เพื่อขจัดเหตุร้ายนั้น จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อค่ำวันนี้ ข้าพเจ้าจึงแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกคนทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนเพื่อให้คณะรัฐบาลใหม่สามารถบริหารงานแผ่น ดินได้โดยมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมและแก้ไขสถานการณ์ให้คืนอยู่ในสภาพเรียบ ร้อยได้โดยเร็ว ยังความสงบสุขความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ประเทศและประชาชนชาวไทยโดย ทั่วกัน "


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในเหตุการณ์ 14 ตุลา

" ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความห่วงใยเป็นที่สุดในการที่เกิดความไม่สงบขึ้นในขณะนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งปวงให้ระงับการใช้กำลังเสียเถิด ด้วยเราก็เป็นชาวพุทธด้วยกันทั้งนั้นขอให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน หันหน้าเข้าหากันเพื่อความสุขของตัวท่านและลูกหลานของท่าน การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อกันนั้น นำมาซึ่งความหายนะ ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใดทั้งสิ้น ขอให้ท่านทุกคนระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และข้าพเจ้าขออธิษฐาน ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ท่านทุกคนปรับตนเองให้ได้ ให้ความสงบมีขึ้นโดยเร็วเพื่อความสุขความเจริญของท่านเอง สวัสดี



ยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๖

นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ์ นายกรัฐมนตรี

การ ยุบสภา มีผลมาจากภายหลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค (๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖) ได้มีพระบรมราชโอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งานายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่ง ในขณะนั้นได้มีการดำเนินการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ซึ่งได้แต่งตั้งไว้ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ปรากฏว่าได้มีกลุ่ม นักศึกษาและประชาชนได้เคลื่อนไหว และทำหนังสือส่งถึงสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดดังกล่าว ให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลแต่งตั้งสมาชิกชุดใหม่ขึ้น ทำให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ทยอยขอลาออกจากตำแหน่งจนเหลือเพียง ๑๑ คน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะเป็นองค์ประชุมได้ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี จึงได้ประกาศยุบสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๑๖




ร.ร.วัดดวงแข ชั้นป.7ก.
   
 
เป็นหัวหน้าชั้น

พอขึ้นชั้นประถม 7 ทางคุณครูประจำชั้นได้ถามเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนว่า จะเลือกหัวหน้าชั้นใหม่หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบจากเพื่อน ๆ ว่า ให้เลือกใหม่ คุณครูก็ทำกล่องใส่คะแนนมาให้นักเรียนหย่อนบัตรเลือกตั้งหัวหน้าชั้นคนใหม่ ปรากฏว่าเพื่อน ๆ ได้ให้ความไว้วางใจให้ผมเป็นหัวหน้าชั้น ป.7 ก. แทนคุณธานี ที่ทำหน้าที่นี้มา 2 ปี ผมได้ถูกคุณครูเชิญให้ออกมากล่าวสุนทรพจน์หน้าห้อง มีความว่า “ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนรักทุกคนที่ได้ให้ความไว้วางใจผม เลือกผมเป็นหัวหน้า ผมจะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดและยิ่งจะมีความดีใจมากขึ้น เมื่อห้องของเราได้มีตัวแทนเป็นประธานนักเรียนของโรงเรียนเรา และเป็นประธานของนักเรียนทุก ๆ คน เมื่อถึงเวลานั้น ผมก็คงจะต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ อีกครั้งหนึ่ง และขอขอบคุณเพื่อนรักทุกคนด้วยที่จะให้การสนับสนุนผมในอนาคต” เพื่อน ๆ ก็ตบมือกันเกรียวเลย
     ครูประจำชั้นได้กล่าวว่า นี่แค่เลือกตั้งหัวหน้าชั้นนะ ก็ขนาดนี้ ถ้าเลือกประธานนักเรียนแล้วจะขนาดไหน ครูก็ขอให้สมความปรารถนาทุกคนนะ

เล่มที่ 1



เป็นประธานนักเรียน

จากนั้นอีกไม่นานก็ถึงคราวเลือกตั้ง ประธานนักเรียน ครูประจำชั้นก็ให้เพื่อนนักเรียนเสนอชื่อผู้ที่จะสมัครลงแข่งเพียง 2 คน เพื่อน ๆ ได้เสนอผม และคุณสมเดช อีกผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาประธานนักเรียนด้วย มีผู้สมัครลงเลือกประธานนักเรียนทั้งหมด 8 คน จาก 4 ห้องด้วยกัน
   เพื่อน ๆ ในห้องช่วยกันวางแผนหาเสียง เขียนโปสเตอร์ วาดรูปการ์ตูนผู้สมัคร ติดทั่วบริเวณโรงเรียน เช่น ตามต้นไม้ ตามกำแพง บอร์ด หน้าห้องเรียน ห้องน้ำและติดทั่วไปหมด
   ทุกเช้า ช่วงเคารพธงชาติและสวดมนต์เสร็จแล้ว นักเรียนทั้งหมดจะยืนเข้าแถวอยู่ในสนาม อาจารย์ใหญ่จะเรียกผู้สมัครขึ้นมาปราศรัยหาเสียงกันวันละ 4 คน ใช้ระยะเวลา 2 วันก็ครบ 8 คนและให้หาเสียงคนละ 5 นาที จากนั้นก็จะจัดห้องสำหรับหย่อนบัตรเลือกตั้ง และมีคูหาให้เข้าไปกาหมายเลขบัตรเหมือนกับการเลือก ส.ส.กันในปัจจุบัน หากมีการเลือกตั้งทุกครั้ง โรงเรียนก็จะเป็นศูนย์เลือกตั้ง ของ ส.ส.ในทุกครั้งของเขตปทุมวันนั่นเอง ผลคะแนนที่นักเรียนหย่อนบัตรเลือกตั้ง ปรากฏว่า ที่ 1 ได้ 1,089 คะแนน ที่ 2 ได้ 298 คะแนน ที่ 3 ได้ 236 คะแนน นอกนั้นได้คนละนิดหน่อย ปรากฏว่า ผมได้รับเลือกเป็นที่ 1  ได้เป็นประธานนักเรียน   อันดับ 2 เป็นรองประธานนักเรียน ซึ่งเป็นของผู้สมัครห้อง ป.7 ข. และอันดับ 3 เป็นเลขาประธานนักเรียน ซึ่งเป็นของห้อง ป.7 ก. และได้ฟอร์มทีมคณะกรรมการทำงานร่วมกันต่อไป และใช้เวลาเพียง 2 วันก็ได้คณะกรรมการทุกฝ่ายขึ้นมาบริหาร เช่น หัวหน้ารักษาความสะอาดในโรงเรียน หัวหน้าดูแลความประพฤตินักเรียน หัวหน้าดูแลความปลอดภัยหน้าโรงเรียน และรักษาความปลอดภัยจัดลูกเสือจราจรพานักเรียนเดินข้ามถนน ฯลฯ

เล่มที่ 1   (ปัจจุบันดร.สมเดช รุ่วศรีสวัสดิ์ ได้เป็นคณบดีวิทยการจัดการ ม.ราชภัฏสวนสุนันทา อ.ขอแสดงความยินดีด้วย)


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 14:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อบรมลูกเสือจราจร แต่กลับพบคนร้าย  q*027

   อาจารย์ ที่สอนวิชาลูกเสือ ท่านชื่อ อาจารย์สุวรรณ ท่านได้มาบอกว่า จะส่งลูกเสือของโรงเรียนวัดดวงแข เข้าร่วมอบรมลูกเสือ สนร. ประมาณ 8 คน ไปอบรมลูกเสือจราจรที่โรงเรียนสันติราษฎร์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานฝึกอบรมลูกเสือจราจรและเป็นโรงเรียนของท่านอาจารย์ เพทาย อมาตยกุล ซึ่งมีท่านเป็นประธานสภาลูกเสือแห่งชาติ อยู่ในขณะนั้น ผมและเพื่อน ๆ จะต้องไปหาซื้ออุปกรณ์ลูกเสือต่าง ๆ ที่จะต้องใช้ในงานอบรมลูกเสือจราจรในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มีลูกเสือจากทั่วประเทศมาอบรมและอยู่ร่วมกันหลายวัน ผมและเพื่อน ๆ 4 คนได้เดินจากโรงเรียนไปที่ร้านลูกเสือ ผมและเพื่อน ๆ ได้เดินมาด้วยกัน ก็มีชายฉกรรจ์ ประมาณ 5 คน ได้เข้ามาล้อมตัวผมไว้ ส่วนเพื่อน ๆ นักเรียนที่เดินมาด้วยกันก็เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ ได้มองกลับมาเห็นมีคนมาล้อมวง จึงนึกว่า เป็นคนรู้จักกันก็เลยไม่ได้สนใจและเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่า ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาแล้วกับตัวผม
   ทั้งหมด 5 คน ยืนล้อมตัวผม คนหนึ่งล็อคคอ อีกคนล็อคแขน อีกคนถือมีปลายแหลมยาวประมาณ 1 ฟุต  q*049จ่ออยู่ตรงสีข้างเอว อีกคนรูดนาฬิกาที่ใส่ติดตัวมานานพอสมควร อีก 2 คน คุมเชิงอยู่ด้านนอก รวมแล้วทั้งหมดมี 5 คน
   ชาย ฉกรรจ์หน้า***มในกลุ่มนั้น บอกข้างหูว่า ให้เฉย ๆ ไว้ไม่งั้น “มึ..ตายแน่” ก่อนจากยังด่าอีกว่า “ไ..สัตว์ คุณอย่างตามมาไม่งั้นมึ..ตาย” ตอนขณะที่กำลังโดนล็อคคออยู่นั้น ผมก็ควบคุมสติและอารมณ์ พยายามจำหน้าตาเสื้อผ้า กางเกงรองเท้าของคนร้ายแต่ละคนว่า มีอะไรสังเกตบ้าง เพราะเพิ่งผ่านการฝึกวิชาความจำในวิชาลูกเสือ ที่โรงเรียนวัดดวงแข เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่า เมื่อหลงทางเข้าป่าแล้วจะต้องทำอย่างไร ฝึกดูใบไม้ฝึกการทำสัญลักษณ์ ฝึกดูรอยเท้าของสัตว์ ว่าเป็นของสัตว์อะไร เป็นต้น

เล่มที่ 1



คนร้ายวิ่งขึ้นรถเมล์    q*036

สมอง ผมก็เริ่มทำงานทันที คนที่ถือมีดปลายแหลม 12 นิ้ว นั้น มีหนวดใส่เสื้อลาย อีกคนตาเหล่นุ่งกางเกงยีนส์ อีกคนใส่เสื้อสีฟ้ากางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ส่วนที่อยู่ด้านนอกอีก 2 คนมองไม่เห็น จากนั้นทั้ง 5 คนก็รีบวิ่งข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม ทั้ง 5 คน วิ่ง...วิ่ง...วิ่ง... ตอนนั้นเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง คนกำลังเดินกันขวักไขว่ จึงมีความคิดว่า น่าจะก้มลงไปมองพื้นถนนฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นคนเดินปกติและคนที่วิ่งแบบไม่คิด ชีวิต  ผมเห็นขาของหลายคนกำลังวิ่งอยู่แต่ไม่เห็นตัว   ผมรู้ได้ทันทีว่า  พวกที่วิ่งอยู่นั้นเป็นกลุ่มที่มาปลดนาฬิกาผมไปนั่นเอง ขณะนั้น ผมก็ยังยืนอยู่ตรงที่เกิดเหตุไม่ได้วิ่งตามไป ได้แต่ก้มมองดูเขาวิ่งกันใหญ่และกระโดดขึ้นไปบนรถเมล์คันหนึ่ง ที่เพิ่งเข้ามาจอดรับผู้โดยสารอยู่ ผมเห็นขาหลายคู่กระโดดขึ้นไปรถเมล์คันนั้น จากนั้นผมก็เริ่มมองหาตำรวจทันที ทันทีที่ผมมองเห็นรถสายตรวจที่กำลังจอดอยู่หน้าร้านขายอุปกรณ์ลูกเสืออยู่ 1 คัน สมองก็สั่งงานทันที ผมได้รีบวิ่งไปบอกก่อนที่รถเมล์คันนั้นจะออกจากป้ายไป รถตำรวจอยู่ไกลประมาณ 400 เมตร ผมจึงรีบวิ่งไปยังรถสายตรวจคันนั้นทันที ตำรวจยังไม่ทราบว่า มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ผมจึงรีบเล่าให้ตำรวจทราบอย่างรวดเร็ว ตำรวจได้ถามว่า คนร้ายอยู่ไหนล่ะ ผมบอกว่า อยู่บนรถเมล์ ผมเห็นเขาวิ่งไปบนรถเมล์ ตำรวจถามว่า หนูรู้ได้อย่างไร ผมก็บอกว่า ผมก้มลงไปดู เห็นขามันกระโดดขึ้นรถเมล์ ตำรวจถามว่า แล้วมันขึ้นไปคันไหน ผมบอกว่า อยู่ฝั่งตรงข้ามและชี้ให้ตำรวจดูทันทีนั่นเอง ท่านได้ขับรถตำรวจเข้าสกัดขวางรถเมล์คันนั้นไว้ทันที ตามที่ผมบอกจากนั้นผมก็พาตำรวจขึ้นไปบนรถเมล์ชี้ตัวทีละคน ซึ่งผมชี้ได้ 3 คน คนหนึ่งตาเหล่  คนหนึ่งมีหนวด  คนหนึ่งใส่เสื้อสีฟ้า  กางเกงขาสั้นและกำลังจะพาลงรถเมล์ ก็มีคุณยายท่านหนึ่งตะโกนลงมาว่า ยังมีอีก 1 คนนั่งอยู่ด้านหลัง ตำรวจจึงรีบวิ่งขึ้นไปจับตัวไว้ เมื่อลุกขึ้นมาจากที่นั่งก็พบของกลางคือ มีดปลายแหลมยาว 1 ฟุต  1 อัน  และนาฬิกา 1 เรือน

เล่มที่ 1



ผู้กองช่วยเหลือ    รตอ.ดุษฏี ถิรพันธ์ู ยศในขณะนั้น

ตำรวจ สอบปากคำรับสารภาพและย้อนกลับมาทำแผนถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมีท่านผู้กอง ท่านพามาทำแผน ถ่ายรูปในขั้นตอนต่าง ๆ ไทยมุงนี้เพียบเลย มามุงกันเป็นร้อยและก็เพิ่มเป็นพันคนในเวลาต่อมา เพื่อติดตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีนักข่าวนำข่าวไปลง นสพ.ไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง เกือบทุกฉบับ ท่านผู้กองได้พาผมขึ้นศาลอาญา และศาลเด็กและเยาวชนหลายครั้ง ท่านผู้กองได้มาขออนุญาตคุณครูใหญ่และมารับที่โรงเรียนวัดดวงแขทุก ๆ ครั้ง เมื่อขึ้นศาลเสร็จแล้ว ท่านก็พากลับมาส่งที่โรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือต่อไป ซึ่งท่านก็เหน็ดเหนื่อยกับคดีนี้เป็นอย่างมาก ผมได้บอกท่านว่า มีญาติของผู้ที่ถูกจับมาร้องไห้  ที่ศาล ขอร้องให้ผมอย่าเอาเรื่อง ซึ่งผมก็ให้อภัยทุกคน ท่านผู้กองบอกว่า ถึงน้องจะไม่เอาเรื่อง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการแทน เพราะเขาได้ก่อความผิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ตำรวจกำลังตามจับเขาอยู่ โชคดีที่เธอช่วยให้ตำรวจจับได้ ถ้าปล่อยไว้คนเหล่านี้ก็จะไปก่อปัญหาขึ้นมาอีกและสร้างปัญหาให้กับสังคม ผู้กองจะดำเนินการแทนเธอจนถึงที่สุด ส่วนเธอก็ขอให้ตั้งใจเล่าเรียนนะ มีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาและถ้าผ่านมาก็มาเยี่ยมผู้กองได้ตลอดเวลานะ ขอให้น้องจงโชคดีนะ  และผมก็เข้าไปเรียนหนังสือต่อจนถึงเย็นทุกครั้งที่ท่านมาส่ง

เล่มที่ 1

รูปภาพลูกเสือจราจร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
กฎข้อที่ 1 ของลูกเสือ ลูกเสือจะต้องเสียสละเพื่อผู้อื่นทุกเมื่อ

เวลา ผ่านไปประมาณ 15 วัน ผมได้รับทราบจากอาจารย์ใหญ่ว่า ทางสภาลูกเสือแห่งชาติได้โทรศัพท์มาบอกว่า ให้ลูกเสือเทวฤทธิ์ไปพบอาจารย์... ท่านเป็นเลขาสภาลูกเสือแห่งชาติ ท่านบอกทางโทรศัพท์ว่า ท่านมีธุระจะปรึกษาด้วยและบอกว่า ให้ผมไปคนเดียวโดยไม่ต้องพาอาจารย์ลูกเสือหรืออาจารย์ใหญ่มาด้วย อาจารย์อยากให้เธอมาคนเดียวนะไม่ต้องพาใครมาด้วย ผมได้บอกให้อาจารย์ใหญ่ทราบ ท่านบอกว่า ถ้าหากมีอะไรก็ให้โทรศัพท์กลับมาและอย่าไปเซ็นอะไรให้เขาเป็นอันขาด ไปฟังมาแล้วให้กลับมาเล่าให้อาจารย์ใหญ่ฟังอีกทีหนึ่งก่อนนะ เพราะครูก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่ให้อาจารย์พาเธอไปด้วย
   เมื่อผมได้เดินไปถึงสภาลูกเสือแห่งชาติ ก็ได้เข้าพบอาจารย์... ท่านได้แนะนำตัวและแสดงความชื่นชมในคุณงามความดีต่าง ๆ ของผม จากนั้นก็เล่าให้ฟังว่า ทางสภาลูกเสือแห่งชาติได้บันทึกชื่อเธอ คุณความดีและเกียรติประวัติเธอว่า ได้ประกอบวีรกรรมสร้างคุณงามความดี และเธอได้รับเหรียญกล้าหาญหรือเหรียญสรรเสริญเรียบร้อยแล้ว เมื่อเธอเรียนจบแล้วมาทำงานที่นี่ เรายินดีต้อนรับเธอเสมอ แต่อยากจะเล่าให้เธอฟังว่า อาจารย์ลูกเสือที่อยู่ที่นี่มีเกียรติประวัติมานานและอายุมากแล้ว ยังไม่เคยได้รับเหรียญกล้าหาญเลย จึงอยากจะให้เธอได้เสียสละโดยเธอไม่ต้องขึ้นไปรับเหรียญกล้าหาญ แต่จะให้อาจารย์ลูกเสือที่มีอายุมาก ๆ ได้ขึ้นไปรับเหรียญแทนเธอ เมื่อรับเสร็จแล้วจะส่งเหรียญกล้าหาญไปให้เธอที่โรงเรียนวัดดวงแข เธอจะทำได้หรือไม่ อาจารย์ขอเธอเท่านี้ อย่าลืมนะว่า ลูกเสือมีกฎข้อหนึ่งว่า ลูกเสือจะต้องเสียสละเพื่อผู้อื่นเสมอ จึงขอให้เธอได้เสียสละตามกฎข้อที่ว่านี้ ข้อให้เธอช่วยเซ็นชื่อให้อาจารย์ด้วยว่า เธอจะเสียสละเพื่อผู้อื่นทุกเมื่อ เธอจะต้องเสียสละเพื่อลูกเสือที่ท่านมีอายุมาแล้ว เมื่อท่านได้รับเหรียญกล้าหาญแล้ว จะรีบส่งเหรียญนี้ไปเป็นเกียรติประวัติให้กับโรงเรียนวัดดวงแขต่อไป อาจารย์พูดคำไหนคำนั้น ขอให้เธอเซ็นชื่อเถอะนะ
   ผมได้บอกว่า รอให้ผมไปปรึกษาอาจารย์ใหญ่หรืออาจารย์ลูกเสือผมก่อนจะได้ไหม ท่านบอกว่า ไม่ได้ เธอจะต้องตัดสินใจเดี๋ยวนี้ เพื่อจะได้ส่งเรื่องเข้าที่ประชุมในวันนี้
   เธอไม่ต้องห่วงนะเหรียญนี้ ทางสภาลูกเสือจะส่งคืนให้ที่โรงเรียนวัดดวงแขต่อไป ขอให้เธอไม่ต้องห่วงเกียรติประวัติคุณความดีของเธอ สภาลูกเสือได้ลงบันทึกไว้แล้วว่า เธอเป็นผู้ได้รับเหรียญสรรเสริญแล้ว เมื่อเธอเรียนจบแล้วจะมาทำงานที่นี่ เรายินดีต้อนรับเธอเสมอ หากเธอเรียนอยู่ที่ใด ทางสภาลูกเสือแห่งชาติก็จะแจ้งไปให้โรงเรียนนั้นทราบคุณงามความดีของเธอนะ
   ขอให้เธอเซ็นชื่อเถอะนะ อาจารย์ขอละ ท่านเกลี้ยกล่อมผมตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงบ่ายสองโมง โดยไม่ยอมให้ผมไปทานข้าวเที่ยงด้วย ผมจึงยอมเซ็นให้ เพราะท่านรับปากว่า เมื่อได้รับเหรียญแล้วจะรีบนำส่งให้กับทางโรงเรียนวัดดวงแขต่อไป

จากเล่ม 1

*********************************************************************
  ในฐานะลูกศิษย์รู้สึกสงสารอ.มาก ที่โดนผู้ใหญ่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกให้เซนต์ชื่อ โดยอ้างกฎข้อที่ 1 ว่าลูกเสือจะต้องเสียสละเพื่อผู้อื่นทุกเมื่อ และกันไม่ให้ผู้ใหญ่ไปด้วย ให้อ.มาคนเดียว ทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตที่จะได้รับเหรียญกล้าหาญจากพระหัตถ์ของพระองค์ ท่าน ไม่ควรให้เด็กตัดสินใจเอง ไม่น่าทำกับเด็กนักเรียนอย่างนี้เลย ผู้ใหญ่ไม่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งที่อาจารย์เพทาย อมาตยกุล นายกสภาลูกเสือแห่งชาติ ได้ประกาศเรื่องนี้ในที่ประชุมไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยความตื้นเต้นยินดี คงเป็นเรื่องของผล....... 

ศิษย์รัก อ.เทวฤทธิ์
อ.เทวฤทธิ์ได้เล่าให้ฟังในภายหลังว่าทางสภาลูกเสือแห่งชาติ ได้ส่งมอบคืนเหรียญกล้าาหาญหรือเหรียญสรรเสริญแก่คณะครูโรงเรียนวัดดวงแข ในภายหลัง และทางคณะครูได้สลักชื่ออ.อยู่บนยอดเสาธงลูกเสือเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกเสือในทุกๆรุ่นได้จดจำผลงานของลูกเสือเทวฤทธิ์  อยู่สุนทร  แก่รุ่นหลังๆต่อไป


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ท่านผ.อ.ทิม ผลภาคว.ว.
   
ได้เป็นประธานลูกเสือที่โรงเรียนวัดสังเวช   

   ทางโรงเรียนวัดดวงแขได้บันทึกเกียรติประวัติให้กับนักเรียนรุ่นน้อง ๆ ได้ปฏิบัติและเป็นแบบอย่างที่ดีสืบต่อไป ทางท่านอาจารย์ใหญ่ได้นำสำเนาหนังสือที่ส่งให้กับสภาลูกเสือแห่งชาติมาให้ผม และบอกให้ผมเก็บใส่กรอบรูปเก็บไว้เพื่อเป็นเกียรติประวัติ และผมจะไม่ขอวิจารณ์สิ่งใดอีก เพราะผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว ส่วนโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครได้แสดงความยินดีกับโรงเรียนวัดดวงแขทั่ว กรุงเทพฯ
   จากนั้นผมได้สอบติดที่โรงเรียนวัดสังเวช ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งสอบติดอันดับที่ 98 และเรียนอยู่ไม่นาน ทางอาจารย์ใหญ่ชื่อ ทิม ผลภาค ท่านได้เรียกผมไปพบและสอบถามเกี่ยวกับเรื่องลูกเสือ ท่านบอกว่า อาจารย์ได้ทราบว่า เธอได้รับเหรียญกล้าหาญ เพราะทางโรงเรียนวัดสังเวชได้ส่งลูกเสือไปอบรมลูกเสือจราจร สนร. เมื่อไม่นานมานี้ และได้ทราบจากอาจารย์เพทาย อมาตยกุล ท่านได้ประกาศอยู่ในที่ประชุมแห่งนั้น อาจารย์ทิม บอกว่า ทางสภาลูกเสือแห่งชาติ ได้มีหนังสือชมเชยและเล่าประวัติของเธอมาทางโรงเรียนวัดสังเวชด้วย ครูขอแสดงความยินดีกับเธอด้วยนะ อาจารย์อยากจะให้เธอเป็นประธานลูกเสือของโรงเรียนวัดสังเวช ถ้ามีพิธีอย่างใด เช่น การเดินสวนสนามที่สนามกีฬาแห่งชาติ จะให้เธอเป็นหัวหน้านำลูกเสือทั้งหมดของโรงเรียนเราและเป็นผู้เดินนำหน้าลูก เสือทั้ง

หมด ผมได้ขอบคุณท่านอาจารย์ใหญ่ และได้ตอบปฏิเสธไป เพราะผมเพิ่งเข้ามา
ใหม่เกรงใจรุ่นพี่ ๆ เขา แต่ก็รับปากว่าจะช่วยดูแลให้ ทางอาจารย์ขอมอบให้เธอช่วยดูแลเรื่องลูกเสือของโรงเรียนวัดสังเวช เธอมีข้อเสนออะไรมาบอกอาจารย์ได้เลยนะ อาจารย์ดีใจและภูมิใจในตัวเธอมาก ขอให้เธอรักษาความดีต่อไป
   เพื่อนผมที่โรงเรียนวัดดวงแข ได้มาสมัครเรียนด้วยกันมี คุณสมเดช ซึ่งเป็นเลขา และคุณสมชาย (หัวโจก) ได้ตามมาเรียนด้วยกันทั้ง 3 คนและสอบได้ทั้ง 3 คน

เล่มที่ 1



พบแรงบันดาลใจโดยบังเอิญ    q*060

เมื่อ ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนวัดสังเวชผ่านมาได้หลายเดือน ก็มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น โดยมีท่าน ฯพณฯ คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดรถเมล์ไว้สำหรับบริการนักเรียนไปโรงเรียนฟรี โดยไม่ต้องเสียเงินค่ารถเมล์ ขอเพียงใส่ชุดนักเรียนก็ขึ้นใช้บริการได้ จะมีสมัยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เพียงเท่านั้นที่มีบริการแบบนี้ ผมก็ขึ้นรถเมล์ฟรีทุกวัน บังเอิญวันหนึ่งในตอนเช้านั่งรถเมล์ฟรีเพลินไปหน่อย คือ นั่งหลับบนรถเมล์มาตื่นอีกทีก็เลยจากโรงเรียนวัดสังเวช  มาลงที่ท่าวาสุกรี หน้าหอสมุดแห่งชาติ วันนั้นเห็นว่าสายแล้ว จึงได้เดินเข้าไปหาความรู้ในหอสมุดแห่งชาติแทน เมื่อเข้าไปถึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจว่า โอ้โฮ!   หนังสือทำไมมีมากมายจังเลยและมีผู้ใช้บริการเดินเข้าออกมากมาย มันเหมือนห้องสมุดชีวิตของประชาชน ใครอยากรู้อะไรก็เข้าไปเปิดหาอ่านกันได้ เพราะมีศาสตร์ต่าง ๆ มารวมอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ผมได้เปิดดูอ่านไปเล่มหนึ่งสู่อีกเล่มหนึ่ง มาเจอเล่มหนึ่งซึ่งสะดุดตาสะดุดใจเป็นอย่างมาก หนังสือเล่มนี้ คือ ชีวประวัติของนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ คือ คุณธอมัส อันวา เอดิสัน ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แสงเอ็กซเรย์ แผ่นเสียงพูดได้และมีสิ่งประดิษฐ์เป็นร้อยเป็นพันชนิด ที่คุณเอดิสัน คิดค้นขึ้นมาเป็นคนแรกของโลก

เล่มที่ 1

รูปภาพ ธอมัส อันวา เอดิสัน และ หอสมุดแห่งชาติ



ตัดสินใจว่า จะมีชีวิตที่จะเดินไปในทิศทางใด   

   ได้นั่งอ่านชีวิตของท่านตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย ตั้งแต่เยาว์วัยที่ชอบการทดลอง เป็นนักหนังสือพิมพ์บนรถไฟ เป็นนักประดิษฐ์ที่ตกอับกว่าจะรุ่งโรจน์ในบั้นปลาย และเป็นแบบอย่างที่ดีของการพัฒนาประเทศอเมริกาในยุคสมัยนั้น ผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ต่ำกว่า 10 เที่ยว มีความประทับใจอย่างยิ่งจึงได้ไปเดินหาซื้อหนังสือเล่มนี้ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งต้องให้ร้านหนังสือหาให้อยู่ร่วมเดือนร้านค้าจึงหามาให้ได้ ปัจจุบันนี้คงจะหาไม่ค่อยมีแล้วก็ซื้อมาอ่านเป็นคัมภีร์ในการดำรงชีวิตของตน เองว่า จะเดินทางวิถีชีวิตแบบเอดิสันหรือจะเรียนหนังสืออยู่ในรั้วสี่เหลี่ยมนี้ต่อ ไปดี อยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่า จะมีชีวิตที่จะเดินไปในทิศทางใด และนี่เป็นจุดเริ่มต้นหักเหชีวิตของการเป็นนักเรียนโรงเรียนวัดสังเวชและยัง มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นตัวหักเหและตัวเสริมให้เลิกการเป็นนักเรียนเร็ว ขึ้น คือ ได้มีผู้ค้นพบซากเรือโบราณ ที่ท่าน้ำวัดดุสิตาราม ข้างสะพานปิ่นเกล้าจำนวนหลายลำ จึงได้อัญเชิญขึ้นมาไว้ในวัดดุสิตาราม ซึ่งขณะนั้น ข่าวนี้โด่งดังมาก น.ส.พ.ได้ลงทุกฉบับ ชาวบ้านชาวช่องแห่กันไปกราบไหว้บูชา ขูดเลขขอหวยกันอย่างเนืองแน่น มีผู้ถูกหวยถูกล็อตเตอรี่กันเป็นจำนวนมาก ประชาชนแห่กันมาร่วมงานขูดเลขกันทั้งประเทศ

เล่มที่ 1


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ทุกคนเห็นธูปเป็นเลขเป็น 00 แต่อ.เห็นเป็น 06

อาจารย์ นกยูง (นามสมมุติ) ท่านได้สอนวิชาประวัติศาสตร์ ท่านได้ถามนักเรียนว่า มีใครไปดูเรือโบราณที่วัดดุสิตารามแล้วหรือยัง ก็ปรากฏว่า ทั้งห้องมีนักเรียน 45 คนยังไม่มีใครไปดู อาจารย์นกยูงก็ชวนผมซึ่งเป็นหัวหน้าห้องว่า เธอจะไปดูเรือโบราณพร้อมกับครูนกยูงไหม ผมก็รับปากว่า จะไปดูเรือโบราณด้วยกันและถามเพื่อน ๆ ในห้องว่า มีใครจะไปด้วยไหมก็ปรากฏว่า จะไปดูเรือโบราณด้วยกันทั้งห้อง รวม 45 คน เย็นวันนั้นจึงไปพร้อมกันทั้งหมด ได้เห็นประชาชนมาขูดเลขที่เรือโบราณทุกลำ ทุกจุด จะมีชาวบ้านล้อมรอบเรือนั่งขูดเลข เพื่อน ๆ ผมก็ขูดเลขกันใหญ่เลย แต่ผมไม่ได้ขูดได้แต่เดินดูรอบ ๆ เขาขูดกันและเดินไปจุดธูปบูชาเรือ 9 ดอก พร้อมท่านอาจารย์นกยูง จากนั้นก็ถามเพื่อน ๆ ที่นั่งขูดกันว่า มีใครมีเลขโผล่ขึ้นมาหรือยัง ก็ปรากฏว่า ไม่มีเลขโผล่ขึ้นมาซักคนขูดกันจนเมื่อยมือไปหมด จึงได้เดินกลับมาดูธูปที่ได้จุดบูชาไว้ ผมได้เห็นเลขที่ธูปนั้นงอลงมา เป็นเลขหกกับเลขศูนย์ ผมจึงได้เรียกอาจารย์นกยูงพร้อมเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาทั้ง 45 คน มาช่วยกันดูว่าเป็นเลขอะไรกันแน่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเลขศูนย์, ศูนย์ ซึ่งผมก็บอกว่าตัวแรกน่าจะเป็นเลขหก ซึ่งทุกคนก็ยังลงความเห็นว่า เป็นเลขศูนย์, ศูนย์ รวมทั้งอาจารย์นกยูงด้วย และเมื่อได้เลขสมใจกันแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เล่มที่ 1

06 ออกล่างงวดนี้ด้วยล่ะ



ซื้อล๊อตเตอรี่เก็บไว้ 2 ใบ

   ในวันรุ่งขึ้น อาจารย์นกยูงได้มาสอนวิชาช่วงเช้า และได้ถามผมว่า นี่เธอได้ซื้อล็อตเตอรี่ เลขศูนย์ ศูนย์ หรือยัง แถวหน้าปากซอยโรงเรียนมีแผงขายอยู่เยอะ เดี๋ยวอาจารย์สอนเสร็จแล้วก็จะออกไปซื้อ เธอจะฝากครูซื้อด้วยหรือไม่ ผมบอกอาจารย์นกยูงว่า ให้อาจารย์ซื้อให้ก่อน 2 ใบ = 20 บาท (สมัยก่อนใบละ 10 บาท)ให้อาจารย์ออกเงินไปก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยจ่ายอาจารย์จะได้หรือไม่ เพราะไม่ได้เตรียมเงินมา อาจารย์นกยูงบอกว่า ไม่มีปัญหาสำหรับเธอ ครูรักและเชื่อใจเธอเสมอ แล้วเธอจะซื้อล็อตเตอรี่เลขอะไรบ้างล่ะ ผมขอให้อาจารย์ช่วยซื้อเลขหกกับเลขศูนย์ให้สัก 2 ใบ  ใบละสิบบาทก็รวมเป็นยี่สิบบาท  อาจารย์นกยูงถามว่า   แล้วเลขศูนย์ศูนย์ เธอไม่ซื้อด้วยหรือ ผมบอกไม่เอา เดี๋ยวเงินจะเยอะ เมื่อวานผมเห็นเป็นหกไม่ใช่ศูนย์ อาจารย์นกยูงน่าจะซื้อด้วยนะครับ ถ้าอย่างนั้น อาจารย์ก็จะซื้อตามเธอด้วยนะคนละ 2 ใบ แต่เลขศูนย์ ศูนย์ อาจารย์นกยูงจะซื้อเยอะหน่อย
   เมื่อเรียนถึงเที่ยง ก็เลิกเรียน และกลับบ้าน วันนั้นปรากฏว่า รถเมล์สไตร์ไม่วิ่งกันทุกสายตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึงเที่ยง ก็ไม่รู้ว่าประท้างกันเรื่องอะไรอีก ก็คงจะขอขึ้นค่าแรงกระมัง สมัยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาธิปไตยก็เบ่งบ้านไปทั่วอะไรเอะอะก็ประท้วงหมด ท่านนายกฯ ท่านใจดีและมีนโยบายเงินผัน ท่านก็อนุมัติให้หมดเพื่อพัฒนาท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ประชาชนชาวชนบทได้รับอานิสงส์จากท่านทุก ๆ จังหวัดทั่วประเทศ ขณะนั้นจะมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับว่ามีชื่อ ถนนคึกฤทธิ์ สะพานคึกฤทธิ์ ซอยคึกฤทธิ์ บ่อน้ำคึกฤทธิ์ รถเมล์ฟรีคึกฤทธิ์ แล้วชาวบ้านทั่วประเทศจะไม่รักท่านคึกฤทธิ์ได้อย่างไร เลือกตั้งครั้งต่อ ๆ มาท่านก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.มาตลอดทุกยุคทุกสมัยพร้อม ๆ กับลูกพรรคของท่านที่ได้รับเลือกมาตลอดเช่นกัน

เล่มที่ 1



ดีใจมากที่ถูกล๊อตเตอรี่     

   จากนั้นก็ต้องวกกลับมาเรื่องเดิม คือ วันหวยออก ซึ่งต้องเดินกลับบ้านเพราะไม่มีรถเมล์วิ่ง เมื่อเดินมาถึงบางลำพู ได้ผ่านร้านแผงขายล็อตเตอรี่ ซึ่งได้เรียกให้ผมซื้อเพราะกำลังจะหมุนวงล้อออกอยู่แล้วและลดราคาขายจากใบละ สิบบาท เหลือใบละหกบาท ซึ่งในตัวผมก็มีอยู่เพียงหกบาทพอดี และเมื่อเดินกลับถึงบ้านที่ถนนเจริญเมืองก็นำล็อตเตอรี่มาตรวจกับใบเรียง เบอร์ ซึ่งปรากฏว่า เลขท้ายออกเลขหกกับศูนย์ และตรวจล็อตเตอรี่อีกก็ถูกรางวัลที่ 5 ซึ่งมีเงินรางวัลถึงหนึ่งหมื่นบาท มีความดีใจที่สุดในชีวิตและนอนไม่หลับทั้งคืน
   วันรุ่งขึ้นได้ไปที่โรงเรียนวัดสังเวช อาจารย์นกยูงดีใจใหญ่ได้มาหาที่ห้องและมาบอกว่า ได้ถูกรางวัลและเอาเงินที่ถูกมาให้ด้วย อาจารย์บอกว่า ถ้าครูไม่เชื่อเธอคงจะแย่เลย โชคดีที่เธอบอก คุณพ่อเธอคงจะถูกเยอะซินะ ผมบอกครูว่า คุณพ่อผมถูกรางวัลที่ 5 จำนวน 1 ใบ ผมเองไม่กล้าบอกว่า ตัวเองถูก จากนั้นอาจารย์นายูงท่านจึงไปเที่ยวบอกให้อาจารย์ทั้งโรงเรียนได้ทราบกันหมด เลย เดินไปทางไหนก็มีแต่ท่านอาจารย์ทักทายกันทุก ๆ คนเลยก็ไม่ทราบว่า ถูกล็อตเตอรี่ในครั้งนี้จะเรียกว่า ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ และเป็นจุดหักเหชีวิตในเวลาต่อมา (แต่ผมก็ไม่อยากให้ท่านผู้อ่านหรือเยาวชนปฏิบัติตาม เพราะเป็นอบายมุขชนิดหนึ่งที่ไม่ดีสำหรับสังคมไทยเรา)
   เมื่อมีเงินหมื่นบาทแล้วก็ได้ยกให้คุณแม่หมด เพื่อใช้จ่ายในครอบครัวและทำให้ผมจะต้องมีความรับผิดชอบในการช่วยครอบครัวหา เงินอีกทางหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นคุณพ่อก็มีอายุมากแล้วทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอยู่คนเดียวและ เลี้ยงลูก 8 คน ซึ่งกำลังเรียนกันทุกคน ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นมีมากขึ้นในแต่ละเดือนมีภาระที่หนักพอสมควร

เล่มที่ 1

**********************************************************************
สมัยก่อนทองคำราคาบาทละสี่ร้อยกว่าบาท ถูกเงินหมื่น ก็เหมือนถูกเงินแสนในสมัยนี้   



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อยากจะเรียนรู้และหาคำตอบของชีวิตด้วยตนเอง   

จากนั้นผมจึง ได้นั่งรถเมล์ฟรีของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ทุกเช้า จะนั่งรถเลยโรงเรียนวัดสังเวชไปลงที่หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรีทุก ๆ วันจนล่วงเลยผ่านไปเป็นเวลา 1 เดือน
   ทางอาจารย์ประจำชั้น ท่านมีจดหมายไปบอกที่บ้านว่า เทวฤทธิ์ได้ขาดเรียนตั้งแต่วันที่เดือนนี้จนถึงวันที่เดือนนี้โดยไม่ทราบ สาเหตุ ผมจึงได้ไปโรงเรียนและแจ้งวัตถุประสงค์ขอลาออกกับอาจารย์ประจำชั้นและท่าน อาจารย์ใหญ่ ซึ่งท่านทั้งสองก็ไม่ยอมให้ลาออกท่านมีความรู้สึกเสียใจมาก  และบอกให้ผมไปพักผ่อนสัก 1 อาทิตย์ สบายใจแล้วค่อยกลับมาเรียนใหม่ หรือไม่ก็ 30 วันก็ได้ค่อยมาหาอาจารย์อีกที อาจารย์รักเธออยากให้เธอได้ดีและเรียนให้จบชั้นสูงสุดของโรงเรียนวัดสังเวช
   จากนั้นอีก 1 เดือน ผมก็กลับไปหาอาจารย์ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง อาจารย์ใหญ่นั้นดีใจมาก นึกว่าผมจะกลับไปเรียนใหม่ ซึ่งก็คาดผิดเพราะผมได้ไปขอลาออกแต่ได้บอกกับอาจารย์ใหญ่ว่า ผมจะเรียนภาคค่ำแทน ส่วนกลางวันผมจะต้องทำงานหาเงินมาช่วยคุณพ่อและคุณแม่ เมื่อได้เล่าเหตุผลต่าง ๆ ให้อาจารย์ใหญ่ฟังแล้วท่านก็สบายใจขึ้น และก็อวยพรให้เธอประสบความสำเร็จในการงานและการเรียนภาคค่ำด้วย ซึ่งท่านบอกว่าหากผ่านมาแถวนี้ก็ให้มาเยี่ยมอาจารย์ได้เสมอนะ เพราะอาจารย์รักและเป็นห่วงเธอเสมอนะ ขอให้เธอจงโชคดี...

เล่มที่ 1

**********************************************************************
หมายเหตุ อ.ไม่อยากให้ทำตามในเรื่องที่ไม่ไปโรงเรียน อย่าได้ทำตาม อ.มีความจำเป็นและมีเป้าหมายในใจเรียบร้อยแล้ว ว่าจะไปเรียนภาคค่ำแทน  เพราะอยากจะมีเวลาช่วยคุณพ่อทำงานหาเงิน ซึ่งท่านไม่ค่อยถนัดภาษาไทย และอายุมากแล้ว แต่ต้องเลี้ยงดูลูกถึง 8 คน อ.จีงอยากจะช่วยแบ่งเบาภาระตรงนี้



เรียนภาคค่ำ ทำงานไปด้วย   

จาก นั้นไม่นานก็ได้ไปเรียนภาคค่ำ ยังโรงเรียนวัดดิสานุการาม ที่วรจักร ซึ่งมีท่านรองอาจารย์ใหญ่ ชื่อ สมหวัง ท่านได้ให้ความรักและเมตตาและให้คำแนะนำในด้านการเรียนเป็นอย่างดี และก็ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าชั้นอีกครั้งหนึ่ง ผู้ที่เรียนภาคค่ำ ส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่และมีอายุมากกว่าผม ทุกคนก็ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และให้ความร่วมมือในด้านการเรียนและให้ความคิดเห็นการทำงานเป็นอย่างดี ผมได้เข้าทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ทำงานในตำแหน่งพนักงานขายอะไหล่ เครื่องจักร ของโรงงานทอผ้า ทอกระสอบและปั่นด้าย กลางวันทำงานไป ส่วนกลางคืนก็เรียนหนังสือไป จนจบชั้น ม.ศ.5 ที่โรงเรียนอันยุมันธุรกิจ ซึ่งก็ใช้ระยะเวลาหลายปีกว่าจะเรียนจบแต่ก็ยังเร็วกว่าเรียนภาคกลางวัน และเราก็มีหน้าที่การงานที่ดีด้วยและได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายขายของบริษัทฯ ในเวลาต่อมา

เล่มที่ 1

*********************************************************************
ขอเป็นกำลังใจให้ท่านที่ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยทุกท่านคะ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ได้ยินเสียงรัชกาลที่ 7     q*056 q*060

ใน เช้ามือวันหนึ่งของวันที่ 27 กรกฎาคม 2526 ผมได้ฝันว่า ได้ยินเสียงมาบอกข้างหูว่า “ประชาธิปไตยของชาติทำไมจึงไม่มั่นคงเสียที ประชาธิปไตยขาดฐานหนุนที่มั่นคงจึงล้มลุกคลุกคลาน ขอให้คนรุ่นใหม่จงสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่มั่นคงสืบไป”
   ผมสะดุ้งตื่นและเหงื่อแตกพลั่ก และคิดว่าทำไมจึงได้ยินเสียงนั้น บุคคลที่พูดนั้นเป็นใครกัน ผมไม่เชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น คิดเสียว่า เป็นความฝันไปและเช้ามืดวันต่อมา คือ เช้ามืด 28 กรกฎาคม 2526 ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบข้างหูอีกว่า “ข้าเสียใจที่สร้างสถาบันประชาธิปไตยที่ผิดพลาดมาแต่แรก ข้าฯ จะดูคนรุ่นใหม่สร้างสถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติที่มั่นคงถาวรขึ้นมาค้ำ ประชาธิปไตยไว้ และจะคุ้มครองระบอบประชาธิปไตยไว้ตลอดไป รัฐบาล รัฐธรรมนูญ รัฐสภา ประชาชนจะต้องมีสถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติค้ำอยู่ทั้งหมด”
   ผมแปลกใจที่ได้ยินเสียงนั้น และก้องอยู่ในหูผมตลอดมา ผมได้ค้นหาคำตอบที่ได้ยินเสียงนั้นว่า มีจุดประสงค์อะไรและเป็นคำพูดของใครที่ผมได้ยิน ได้ค้นหาหนังสือเกี่ยวกับความเป็นมาในระบอบประชาธิปไตยของชาติไทย จึงได้ค้นพบว่า เสียงที่พูดและได้ยินนั้นเป็นความประสงค์ของพระองค์ท่าน คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นั่นเอง ดวงพระวิญญาณของพระองค์ยังคอยห่วงใยประชาชนและต้องการให้รัฐบาลผู้มีอำนาจ อยู่ในเวลานี้ ทุกคนช่วยกันสร้างความเจริญของชาติและฐานประชาธิปไตยที่มั่นคงถาวรในอนาคต ข้างหน้าให้จงได้ เพื่อให้อนุชนรุ่นใหม่ได้สืบทอดเจตนารมณ์และความเป็นไปได้ด้านการเมือง เพื่อที่จะได้พัฒนาให้เจริญอย่างต่อเนื่องก่อนที่ผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจใน บ้านเมือง  ทุกคนจะต้องแก่ชราและจากโลกนี้ไปเสียก่อน    ผมได้เสนอเรื่อง     “นิมิตที่ได้พบเห็นในชีวิต (สถาบันประชาธิปไตย) โดยใช้นามปากกาว่า “ธรรมนูญ” และได้ลงบทความในหนังสือเล่มที่ 1 ของกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. อภิปรายเรื่อง ปัญหาพัฒนาการทางการเมืองไทย นี้ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว

เล่มที่ 1

รูปปกหนังสืออภิปรายเรื่อง ปัญหาพัฒนาการทางการเมืองไทย

*********************************************************************
ตอนที่ได้ยินเสียงร.7 นั้น อ.ก็จะใกล้ที่จะเรียนจบภาคค่ำ และกำลังจะหาที่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตัดสินใจเลือกเรียนคณะรัฐศาสตร์ มสธ   

          พอดีกับที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เปิดรับสมัครเรียนหลายสาขาวิชา ผมจึงได้เลือกเรียนสาขารัฐศาสตร์ ซึ่งเปิดสอนและรับนักศึกษาเป็นรุ่นแรก เมื่อปี พ.ศ.2526 ในปีแรกที่เรียนนั้นรู้สึกตื่นตาตื่นใจที่จะได้พบคณาจารย์ระดับด๊อกเตอร์ หลายท่านที่เป็นอาจารย์สอนวิชาในสาขารัฐศาสตร์มีรองศาสตราจารย์ จุมพล หนิมพานิช รศ.วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัน รศ.ธารทอง ทองสวัสดิ์ รศ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อ.ทวีศักดิ์ พันธุระ รศ.รสลิน ศิริยะพันธ์ ฯลฯ และอีกหลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้เอ่ยนาม
          ทาง มสธ.ได้จัดสอนเสริมที่ศูนย์ มสธ. ในวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จฯ และได้พบกับนักศึกษาที่เรียนสาขารัฐศาสตร์ทั้งหมดร่วม 100 คน ได้ปรึกษาหารือระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา และได้รวมตัวเป็นองค์กรตั้งเป็นกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. ขึ้นเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาและคณาจารย์ เพราะจะมีปัญหาด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน และช่วยเหลือท่านอธิการบดี ท่าน ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ทางด้านสาขารัฐศาสตร์ไม่ให้มีปัญหาในภายหลัง ซึ่งก็ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ด้วยดี
          เมื่อกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. ได้เกิดขึ้นแล้ว จึงได้เชิญชวนให้นักศึกษาที่อยู่ทั่วประเทศเข้ามาเป็นสมาชิก โดยมีสื่อมวลชนช่วยลงประชาสัมพันธ์ให้ได้รับการสนับสนุนจาก นสพ.ไทยรัฐ, นสพ.เดลินิวส์, นสพ.มติชน, นสพ.สยามรัฐ, นสพ.หลักไท, นสพ.อาทิตย์วิวัฒน์ ฯลฯ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
          กลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. ได้เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการรวมตัวกันในแต่ละจังหวัดและมีการตั้ง สาขากลุ่มฯ ในจังหวัดต่าง ๆ เกิดขึ้น มีคณะกรรมการและดูแลกันเอง โดยมีศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ คอยช่วยประสานงานให้ สาขาใดได้ตั้งคณะกรรมการเสร็จก็จะส่งรายชื่อมาลงในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยมีท่านกำพล วัชรพล ท่านให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขณะนั้นท่านกำลังตั้งโรงเรียนไทยรัฐวิทยาขึ้นในสาขาจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งท่านจะลงรายชื่อคณะกรรมการกลุ่มรัฐศาสตร์ สาขาต่าง ๆ คู่กับโรงเรียนไทยรัฐวิทยา สาขาจังหวัดต่าง ๆ พร้อมกันทุก ๆ วันจนสาขากลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. มีทั้งหมด 89 สาขากลุ่มฯมี89 สาขา ทั่วประเทศในขณะนั้น

เล่มที่ 1

**********************************************************************
         เสียงของพระองค์ท่าน ดลจิตดลใจให้อ.เลือกมาเรียนที่มสธ.นั่นเอง ตราของสถาบันซึ่งเป็นรูปพระแสงศรสามองค์  ก็เป็นตราประจำในรัฐกาลที่ 7 เช่นเดียวกัน

          ช่วงที่เรียนอยู่ที่นั่น อ.ได้เสียสละทำงานส่วนรวมมากมาย  เพื่อนๆที่ร่วมเรียนเห็นถึงความดี และความสามารถของท่าน จึงเลือกให้ อ.เป็นประธานกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. และประธานชมรม มสธ. ซึ่งต้องดูแลกิจการในสถาบันสิบกว่าคณะ ในขณะนั้น ทั้งที่อ.ก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องราวประวัติส่วนตัวให้ใครทราบว่าท่านมีความ เป็นมาอย่างไร  หรือเคยเป็นผู้นำอะไรมาบ้าง






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ประธานชมรมฯมสธ.กรุงเทพมหานคร
บันทึกโดยลูกศิษย์
กิจกรรมส่งเสริม ประชาธิปไตย   ในขณะนั้นท่านอธิการบดี ศ.วิจิตร  ศรีสอ้าน  ได้ยุบรวม 3 ชมรมในกทม.เป็นแห่งเดียว และคณะกรรมการได้เลือก อ.เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร  เป็นประธานชมรม มสธ.กทม.คนแรกในการบริหารงานชมรมที่มีทั้งหมด10 คณะวิชา เช่นคณะนิติศาสตร์ มสธ.มีนักศึกษาที่ดูแลอยู่ประมาน สามแสนคน เละเป็นสาขาที่มีนักศึกษามากที่สุดรองลงมาก็สาขานิเทศสาสตร์มสธ. มีวิทยาการจัดการ  มีเศรษฐศาสตร์  มีรัฐศาสตร์มสธ. มีคหกรรมศาสตร์ มีนักศึกษาจำนวนมากที่ชมรมฯมสธ.กทม.และชมรมฯมสธ.ในจังหวัดต่างๆที่มีอยู่ ทั่วประเทศช่วยกันดูแลนักศึกษาที่มีอยู่ทั่วประเทศเป็นจำนวนวมากและมี5ศูยน์ อยู่ในกทม.ที่จะต้องดูแลต่อไปเช่นโรงเรียนสามเสนวิทยา โรงเรียนวัดสุธิฯ โรงเรียนวัดชิโนรส  วิทยาลัยบ้านสมเด็จฯ โรงเรียนสาระวิทยา เป็นต้น

ใน ระยะเวลา 12 เดือน ผมและคณะกรรมการชมรมนักศึกษา มสธ.กทม รวมทั้งท่านที่ปรึกษาและคณาจารย์ได้จัดกิจกรรมทางวิชาการมาก มายและยกตัวอย่างมากล่าวเพียงคร่าว ๆ ดังนี้
-   คณะนิเทศศาสตร์มสธ. จำนวน 600 คน ชมรม นักศึกษา มสธ.กทม. ได้พาไปดูงานยังหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งได้รับการต้อนรับและจัดวิทยากรมาบรรยายขั้นตอนต่างๆ ในการผลิตหนังสือพิมพ์อย่างละเอียดคณะกรรมการนักศึกษา คณะนิเทศศาสตร์มสธ.ให้ความร่วม มืออย่างเต็มที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยด้วยความภาคภูมิใจในคณะนิเทศศาสตร์ มสธ.ที่ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งและมีนักศึกษาหลายรุ่นรวมกันประมาณร่วม สองแสนคนในคณะฯที่ชมรมฯต้องดูแลนักศึกษาร่วมกัน
-   คณะรัฐศาสตร์ ได้จัดกิจกรรมบรรยายวิชาการทางการเมือง เรื่อง “ปัญหาพัฒนาการทางการเมืองไทย” ได้เรียนเชิญ ฯพณฯ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ)เสนีย์  ปราโมช  อดีตนายกรัฐมนตรี 4 สมัยมาเป็นประธานเปิดงานการอภิปรายทางการเมืองในครั้งนี้และได้ถ่ายภาพร่วม กันเป็นภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งได้จัดพิมพ์เป็นเล่มที่ 1 ซึ่งได้หมดไปแล้วและพิมพ์ทั้งหมด 5 ครั้ง มีนักศึกษาที่ชมรมต้องดูแลประมานร่วมสองแสนคนคนและต้องดูแล นักศึกษาซึ่งมีคณะกรรมการสาขาอยู่ 89 สาขาทั่วประเทศและคณะกรรมการช่วยกันบริหารงานร่วมกันทั้งหมดโดยมีกลุ่มรัฐ ศาสตร์มสธ.กรุงเทพเป็นศูนย์ของทั้งหมดและได้ร่วมกับชมรมนักศึกษา มสธ กทม.บริหารงานร่วมกันเพราะผมเป็นประธานทั้งสององค์กรณ์หากรวมนักศึกษาที่ ต้องดูแลนั้นรวมแล้วประมาณหนึ่งล้านคน ขณะนั้นมีที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มีท่านศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน มีท่านศ.ดร.เอี่ยม ฉายางาม ท่านพลเอกวิชัย หงสกุล  ท่านพลโทผังสพร บุญเลี้ยง ฯลฯเป็นที่ปรึกษาอยู่และให้ความร่วมมือในการบริหารงานชมรม ฯมสธ.กทม.และกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ89สาขาเป็นอย่างดียิ่ง
-   คณะรัฐศาสตร์ ได้จัดประกวดเรียงความทางวิชาการครั้งที่ 1 เรื่อง “แนวทางสร้างสรรค์ประชาธิปไตยแบบไทยควรเป็นอย่างไร” และจัดครั้งที่ 2 ขึ้นโดยมีนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนได้ส่งเรียงความเข้าประกวด เป็นจำนวนมากได้มอบเกียรติบัตรของกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ.และเงินรางวัลที่ 1 2 3 และรางวัลชมเชยอีก200รางวัลแก่ประชาชนทั่วไปที่มีส่วนร่วมประกวดในทุกครั้ง ประชาชนนิสิตนักศึกษาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ได้ส่งจ.ม.ชื่นชมมามากมาย ที่กลุ่มรัฐศาสตร์มีบทบาทในการจัดกิจกรรมต่างๆนี้ขึ้นมามีประโยชน์ต่อส่วน รวมมากมาย และหัวเรื่องที่ใช้ประกวด คือ

   1.   เรื่อง สถาบันการศึกษากับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ประเภทนักเรียน
   2.   เรื่อง สถาบันอุดมศึกษากับการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ประเภทอุดมศึกษา
   3.   เรื่อง พรรคการเมืองที่ดีในอุดมคติของท่านควรเป็นอย่างไร ประชาชนทั่วไป




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
บทความการประกวดเรียงความทั้งหมดประมาน 200 บทความ ที่ประชาชนส่งเข้าประกวดได้แสดงทัศนะต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและ ประเทศชาติได้ส่งบทความทั้งหมดให้คณะรัฐบาลสมัยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์  และคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญ และรับฟังบทความต่างๆเพื่อใช้ในการบริหารประเทศสืบไปและบทความทั้งหมดนั้นก็ อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล  อ.อยากให้ท่านนายกฯอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ได้อ่านบทความเหล่านั้นซึ่งเป็นความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ของประชาชน นิสิต และนักศึกษาทุกๆคน ที่ได้มีความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันนี้ได้มากที่ สุดประเทศไทยจะได้ก้าวไปข้างหน้าได้...
-   ชมรมฯ จัดบรรยายทางวิชาการ เรื่อง “แนวทางพัฒนาระดับอุดมศึกษาในปัจจุบัน และอนาคต บรรยายโดย ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน
-   ชมรมฯ จัดบรรยายทางวิชาการ เรื่อง “วิวัฒนาการระบบการปกครองของไทย จากอดีตถึงปัจจุบัน บรรยายโดย ศ.พงเพ็ญ สกุนตาภัย อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์
-   ชมรมฯจัดบรรยายทางวิชาการ เรื่อง "เป้าหมายการพัฒนามสธ.ให้เจริญก้าวหน้าอย่างไร บรรยายโดยศ.ดร.เอี่ยม  ฉายางาม อธิการบดีคนใหม่ต่อจากศ.ดร.วิจิตร  ศรีสอ้าน
ท่านได้ไปเป็นปลัดทบวงมหาวิทยาลัยในขณะนั้น และได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในเวลาต่อมา
-ท่าน รศ.ธีรภัทร์  เสรีรังสรรค์  อดีตเป็นคณบดีรัฐศาสตร์มสธ. เป็นที่ปรึกษาประธานชมรมฯมสธ. อ.เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร และท่านได้เป็นรัฐมนตรีสำนักนายก ในเวลาต่อมา
-   การแข่งขันกีฬาภายในระหว่างคณาจารย์ทุกคนและนักศึกษามหาวิทยาลัย มสธ. และยังมีอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่ได้มาบรรยายรวมทั้งเชิญคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆเช่น อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ มาให้ความรู้ทางด้านวิชาการแก่นักศึกษามสธ.ทั้ง 10คณะวิชา ให้ได้รับความรู้ร่วมกันทั้งหมด อ.ได้รับเชิญจากผู้อำนวบการสำนักเสริมศึกษา ท่านศ.จำเรียง  ภาวิจิตร จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ประยุกต์ รุ่นที่ 15  และสังคมศาสตร์ คิวริตี้ คอน โทรน์  รุ่นที่ 1 ได้รับเกียรติบัตร 2 ใบจากท่าน ศ.นงเยาว์ ชัยเสรี อธิการบดี.เป็นผู้มอบที่หอประชุมใหญ่.  อ.ได้รับเลือกเป็นรองประธานในรุ่นที่ 1  (คิวซี เซอร์เคิ้ล มธ. รุ่นที่ 1 )

ท่าน อธิการบดี ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้กล่าวชมว่า “ขอชมเชยและชื่นชมยินดีกับชมรมฯ มสธ. กทม. และกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. เป็นอย่างมาก ที่ได้มีกิจกรรมที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อนักศึกษาและสมาชิกด้วยดีตลอดมา ถือได้ว่าเป็นชมรมฯ ตัวอย่างของประเทศ เพราะผมเชื่อว่า ไม่มีชมรมฯ ไหนที่สามารถจะจัดกิจกรรมได้บ่อยครั้ง และแต่ละครั้งก็เป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสมาชิกมาก กิจกรรมที่จัดก็หลากหลายที่สามารถตอบสนองมวลสมาชิกได้หลายรูปแบบ การทำงานเช่นนี้ผมถือว่าเป็นการเสียสละและถ้าผู้จัดไม่มีความเสียสละอย่าง แท้จริงแล้ว คงจะทำได้ยากก็ขอแสดงความชมเชยและชื่นชมไว้ ณ ที่นี้ด้วย”

       เป็นคำพูดที่ท่านได้กล่าวออกมาจากใจ และเมื่อผมได้บริหารมาครบ 1 ปี ผมก็ได้ลาออกและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งผมได้ทำตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก สมาชิกได้โทรศัพท์มาร้องไห้หลายคน อยากจะให้เป็นต่อ แต่ผมก็ได้ทำตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกเริ่ม และได้บอกท่านอธิการบดีก่อนหน้านั้นเพื่อส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในการ เลือกตั้งในระดับมหาวิทยาลัยฯ
       ได้มีเพื่อนนักศึกษาปริญญาโท จากสถาบันหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เทคโนพระจอมเกล้า ฯลฯ ต้องการขอทราบข้อมูลการบริหารงานต่าง ๆ ของชมรมฯ มสธ. กทม. และกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. เพื่อไปทำวิทยานิพนธ์ ขั้นปริญญาโทต่อไป

เล่มที่ 1

*********************************************************************
อ.ได้ ทำตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 7 ในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของไทย นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการให้ความรู้กับนักศึกษาทั่วประเทศ และกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของประชาธิปไตย ถ้าหากทุกคนเคารพในหลักการประชาธิปไตย คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นสำคัญ ชาติไทยของเราคงจะเจริญก้าวหน้าไปไกลมากกว่านี้





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เข้าพบท่านอดีตนายกที่บ้าน เพื่อเรียนเชิญท่านมาเป็นประธานที่ มสธ.     

อาจารย์ เทวฤทธิ์ เล่าว่าในวันที่ท่านและเพื่อนนักศึกษาเข้าพบท่านอดีตนายกที่บ้าน เพื่อเรียนเชิญท่านมาเป็นประธานในการเปิดงานอภิปรายปัญหาพัฒนาการทางการ เมืองไทย ท่านมีความเป็นกันเองมาก เมื่ออ่านจดหมายเรียนเชิญท่าน ซึ่งในจดหมายนั้นเล่าถึงนิมิตที่พบเห็นถึงสองครั้ง และเมื่ออ.เทวฤทธิ์ค้นหาว่าเป็นคำพูดของใคร ก็พบว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประเทศไทยนั้นมีประชาธิปไตยที่มั่นคง

ท่านหม่อมเสนีย์ ปราโมช อ่านจดหมายจบ ก็กล่าวว่า “คุณเทวฤทธิ์  ผมต้องไปงานนี้แล้วหละ  ไม่ไปไม่ได้หรอก เพราะเป็นพระราชประสงของรัชกาลที่ 7 และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ก็มีตราสถาบันเป็นรูปพระแสงศรสามองค์  เป็นตราประจำในรัฐกาลที่ 7 อีกด้วย ” ท่านตอบรับด้วยความยินดี เพราะท่านเองย่อมคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เป็นการเสริมสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงให้กับชาติไทยให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นกำลังของชาติต่อไป

ในวันงานได้มีคณาจารย์มาร่วมอภิปราย หลายท่านเป็นอาจารย์และนักวิชาการผู้ให้ความรู้ทางด้านการเมืองการปกครองแก่ ลูกศิษย์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันท่านได้เปลี่ยนบทบาทและสถานภาพใหม่หลายท่าน ดังต่อไปนี้

1.   รศ.ดร.ธารทอง ทองสวัสดิ์  อดีตท่านเป็นประธานสาขารัฐศาสตร์ มสธ. ต่อมาได้เป็น ส.ส.,ส.ว.ในจังหวัดลำปาง แทนท่านบุญเท่ง  ทองสวัสดิ์ เป็นคุณพ่อ
2.   รศ.ดร.โภคิน พลกุล  อดีตท่านเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย อยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกและเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
3.   รศ.ปรีชา สุวรรณทัต  อดีตท่านเป็นท่านรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้เป็น ส.ส.ปชป.หลายสมัย
4.   ศ.เสน่ห์ จามริก   อดีตท่านเป็นท่านคณะบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)
5.   อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตท่านเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาได้เป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลายสมัย
6.   อาจารย์คณิน บุญสุวรรณ  อดีตท่านเป็น ส.ส.หลายสมัย และเป็นสสร.ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 40
7.   รศ. ดร. ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มสธ.)  ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ
8.   รศ. ดร. วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัน (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มสธ.) เป็นผู้อำนวยการสำนักการศึกษามสธ.และเป็นที่ปรึกษาท่านแรกที่อ.ได้รับความรู้มากมายและเป็นที่ปรึกษาอ.เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร ตลอดไป ได้พบท่านครั้งแรกที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ และมีนักศึกษามาพบท่านร่วม 200 คนและจัดให้มีการเลือกตั้งประธานกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.เป็นครั้งแรก และอ.ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.นั่นคือจุดเริ่มต้นของกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.เป็นครั้งแรกก่อนจะมีสาขากลุ่มฯ89 สาขาในเวลาต่อมา

มี ผู้ไปร่วมฟังมากมาย ได้แก่ นักศึกษาที่เป็นหัวหน้า คณะรัฐศาสตร์ มสธ. ทั้ง 89 สาขา และเพื่อนนักศึกษาทั่วประเทศไทยนับพันคน เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ ที่อยากให้ทราบ จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ท่านคณาจารย์ต่างๆ ที่กล่าวถึงทั้งนี้ ปัจจุบันท่านมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองการปกครองของไทย หลายท่านก็เป็นรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

รูปภาพคณาจารย์ที่เข้ามาร่วมอภิปราย และเพื่อนนักศึกษาบางส่วนที่มาจากทั่วประเทศ





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เข้าพบท่านอดีตนายกที่บ้าน เพื่อเรียนเชิญท่านมาเป็นประธานที่ มสธ.     q*060

อาจารย์ เทวฤทธิ์ เล่าว่าในวันที่ท่านและเพื่อนนักศึกษาเข้าพบท่านอดีตนายกที่บ้าน เพื่อเรียนเชิญท่านมาเป็นประธานในการเปิดงานอภิปรายปัญหาพัฒนาการทางการ เมืองไทย ท่านมีความเป็นกันเองมาก เมื่ออ่านจดหมายเรียนเชิญท่าน ซึ่งในจดหมายนั้นเล่าถึงนิมิตที่พบเห็นถึงสองครั้ง และเมื่ออ.เทวฤทธิ์ค้นหาว่าเป็นคำพูดของใคร ก็พบว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ประเทศไทยนั้นมีประชาธิปไตยที่มั่นคง

ท่านหม่อมเสนีย์ ปราโมช อ่านจดหมายจบ ก็กล่าวว่า “คุณเทวฤทธิ์  ผมต้องไปงานนี้แล้วหละ  ไม่ไปไม่ได้หรอก เพราะเป็นพระราชประสงของรัชกาลที่ 7 และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ก็มีตราสถาบันเป็นรูปพระแสงศรสามองค์  เป็นตราประจำในรัฐกาลที่ 7 อีกด้วย ” ท่านตอบรับด้วยความยินดี เพราะท่านเองย่อมคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นหลัก เป็นการเสริมสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงให้กับชาติไทยให้กับคนรุ่นหลัง เพื่อเป็นกำลังของชาติต่อไป

ในวันงานได้มีคณาจารย์มาร่วมอภิปราย หลายท่านเป็นอาจารย์และนักวิชาการผู้ให้ความรู้ทางด้านการเมืองการปกครองแก่ ลูกศิษย์ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ปัจจุบันท่านได้เปลี่ยนบทบาทและสถานภาพใหม่หลายท่าน ดังต่อไปนี้

1.   รศ.ดร.ธารทอง ทองสวัสดิ์  อดีตท่านเป็นประธานสาขารัฐศาสตร์ มสธ. ต่อมาได้เป็น ส.ส.,ส.ว.ในจังหวัดลำปาง แทนท่านบุญเท่ง  ทองสวัสดิ์ เป็นคุณพ่อ
2.   รศ.ดร.โภคิน พลกุล  อดีตท่านเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย อยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกและเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
3.   รศ.ปรีชา สุวรรณทัต  อดีตท่านเป็นท่านรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้เป็น ส.ส.ปชป.หลายสมัย
4.   ศ.เสน่ห์ จามริก   อดีตท่านเป็นท่านคณะบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ)
5.   อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตท่านเป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อมาได้เป็น ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลายสมัย
6.   อาจารย์คณิน บุญสุวรรณ  อดีตท่านเป็น ส.ส.หลายสมัย และเป็นสสร.ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 40
7.   รศ. ดร. ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มสธ.)  ต่อมาได้เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ  และเป็นที่ปรึกษาประธานชมมสธ.กทม.ตลอดไป
8.   รศ. ดร. วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัน (ขณะนั้นเป็นอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มสธ.) เป็นผู้อำนวยการสำนักการศึกษามสธ.และเป็นที่ปรึกษาท่านแรกที่อ.ได้รับความรู้มากมายและเป็นที่ปรึกษาอ.เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร ตลอดไป ได้พบท่านครั้งแรกที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ และมีนักศึกษามาพบท่านร่วม 200 คนและจัดให้มีการเลือกตั้งประธานกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.เป็นครั้งแรก และอ.ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.นั่นคือจุดเริ่มต้นของกลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.เป็นครั้งแรกก่อนจะมีสาขากลุ่มฯ89 สาขาในเวลาต่อมา

มี ผู้ไปร่วมฟังมากมาย ได้แก่ นักศึกษาที่เป็นหัวหน้า คณะรัฐศาสตร์ มสธ. ทั้ง 89 สาขา และเพื่อนนักศึกษาทั่วประเทศไทยนับพันคน เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ ที่อยากให้ทราบ จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ท่านคณาจารย์ต่างๆ ที่กล่าวถึงทั้งนี้ ปัจจุบันท่านมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองการปกครองของไทย หลายท่านก็เป็นรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

รูปภาพคณาจารย์ที่เข้ามาร่วมอภิปราย และเพื่อนนักศึกษาบางส่วนที่มาจากทั่วประเทศ





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช   อดีตนายกรัฐมนตรี 4 สมัย

ประธานกล่าวเปิดงานการอภิปรายและมีประธานสาขากลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.89สาขามากันทั่วประเทศหลายพันคนมาร่วมงาน

      ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับเชิญมาเปิดงานในวันนี้ ความจริงงานก็เปิดอยู่แล้วก็จะพูดอะไรนิดหน่อย การสัมมนาวันนี้เกี่ยวกับสัมมนาการเมือง ผมไม่ทราบว่า การอภิปรายวันนี้จะกว้างแค่ไหน ผมรู้สึกว่า การเมืองก็อย่างนั้นแหละ แต่คนในการเมืองจะไม่มีใครคิดพัฒนาบ้างหรือ สิ่งนี้สำคัญเหลือเกิน เมื่อเริ่มต้นงานชิ้นหนึ่งก็มีทั้งระบบทั้งคนอย่างไม่ต้องสงสัย เริ่มปฏิวัติตั้งแต่ปี 2475 บอกว่า เป็นประชาธิปไตยแล้วแต่พอเอาเข้าจริง คนกลับทำเสียเสียแล้ว ในสภามีสมาชิก 2 ประเภท คือ ผู้ก่อการ กับเลือกตั้งมา พวกนี้ไปดัน ๆ มาแล้วก็ชนะทุกที แล้วก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ได้แต่ขอเวลาว่าอีก 10 ปีจะให้ พอครบ 10 ปีแล้วก็ไม่ให้เลื่อนไปอีก นี่คือ คนที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาทางการเมืองทำเสีย พอพ้นจากกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ยุคต่อมาเป็นกะลาธิปไตย บังคับเอาดื้อ ๆ ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอีก ผมอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์มาก็เลือดตกยางออกกันมาก็พ้นมาได้ยุคหนึ่ง นึกว่าจะไปรอด พอมาถึงยุคนี้ก็เสร็จอีก ผมเรียกว่า การพัฒนาธิปไตยเงินเป็นใหญ่ นี่ก็เป็นเพราะคนอีก ฉะนั้นผมก็หวังว่า อาจารย์จะเน้นหนักทางนี้ ซึ่งผมไม่ทราบว่า จะไปในรูปไหน แต่คำว่า “การเมือง” มีความหมายกว้าง “พัฒนา” จำเป็น เนื่องจากอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าเฉยก็เหมือนเต่า ต้องคอยแหย่โน่นแหย่นี่ให้มันเดิน คนรุ่นผมนับวันก็มีแต่ล่วงลับ ภาระจะตกหนักที่พวกท่านนี่เอง

       การพัฒนา คนลำบากหลายเรื่องด้วยกัน คนในการเมืองที่เราเรียกว่า คนการเมืองนั้น ก็หมายถึงผู้แทนเท่านั้น คนเป็นรัฐบาลไม่ใช่แต่คนที่จำเป็นต้องพัฒนายิ่งไปกว่านั้นคือ คนไทยของชาติ ซึ่งลำบากมาก ที่พูดกันว่า นักการเมืองปากเสีย แต่พวกหูเสีย คือ ประชาชนก็แยะ ฟังไม่ออก ไปฟังนักการเมืองบางคนที่พูดเก่งถึงขนาดที่เรียกว่า ลิงหลับ คนฟังกลับฟังไม่ออก ปัญหาพวกนี้อาจารย์รู้ดี ผมท่องเที่ยวมามากเห็นว่า คนไทยไม่ใช่คนโง่โดยเฉพาะชาวอีสานแต่เป็นคนที่ชาญฉลาด ประชาธิปไตยไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทย ผมขอพูดเพียงสั้น ๆ และจะให้อาจารย์ทุกท่านได้แสดงทรรศนะอย่างกว้าง ๆ ต่อไป เพื่อจะได้ให้ท่านทั้งหลายได้ทราบถึงการพัฒนาการทางการเมืองในอดีตว่า มีความเป็นมาอย่างใด

      ในโอกาสอันเป็นสิริมงคลนี้ ผมขอเปิดการอภิปรายทางการเมือง เรื่อง ปัญหาพัฒนาการทางการเมืองไทย ของกลุ่มรัฐศาสตร์ มสธ. ณ บัดนี้

รูปภาพท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์  ปราโมช กล่าวเปิดงาน





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 15:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ความเป็นมาของพรรคการเมืองไทย และเมืองดุสิตธานี

พรรคการ เมืองไทยถือกำเนิดมาพร้อมกับวิธีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงวางแนวทางประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น แต่พวกเราก็เดินแนวทางอีกทางหนึ่งซึ่งผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นอยู่เช่นเดิมจนถึง ปัจจุบัน กล่าวไว้ว่า พรรคการเมืองพรรคแรกของไทยที่มีความหมายที่เป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริงใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือ

1.พรรคโบว์น้ำเงิน   ซึ่งมีท่านราม ณ กรุงเทพ (รัชกาลที่ 6) เป็นหัวหน้าพรรค
2.พรรคโบว์แดง   ซึ่งมีพลเอกเจ้าพระยารามราฆพเป็นหัวหน้าพรรค

ร.6 ท่านทรงมีพระราชดำริที่จะวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยได้ตั้ง “เมืองดุสิตธานี” ไว้ในบริเวณพระราชวังดุสิต จัดการปกครองเป็นแบบ เทศบาล อำเภอ ตำบลหมู่บ้าน ตามลักษณะการปกครองท้องถิ่น มีบ้านเรือนราษฎร วัด ที่ทำการรัฐบาล เช่น หอทะเบียน ไปรษณีย์ ตำรวจ ธนาคาร พร้อมเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าเมือง นายอำเภอ พนักงานออกโฉนด มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครอง เรียกว่าธรรมนูญลักษณะการปกครองคณะนครภิบาล ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้ปกครองกลุ่มต่างๆ รวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ คือพรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากจะได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเสียงข้างน้อยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา สมาชิกจะอภิปรายโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานซึ่งกันและกัน การตั้งเมืองดุสิตธานีนี้ ก็เนื่องจาก ร.6 พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้หมู่ราชบริพารมีความเข้าใจ และเคยชินกับการปกครองตนเองเสียก่อน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ และร่วมมือกันวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยในวงกว้างสืบต่อไป

พระองค์ ทรงมองการณ์ไกล และวางรากฐานไว้เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้กับปัจจุบัน เพราะเมื่อเรามีพรรคการเมืองใหญ่ๆอยู่เพียง 2 พรรคแล้ว ฐานประชาธิปไตยก็จะมั่นคงทันที ดังเช่นประชาธิปไตยในประเทศในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ถ้าหากพรรคการเมืองไทยซึ่งมีมากมายหลายพรรคในปัจจุบัน มีการรวมตัวกันเป็นพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและปราศจากการซื้อเสียงแล้ว ก็จะเป็นนิมิตหมายอันดีและถูกต้อง เพื่อการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

ขอ ให้นักการเมืองทั้งหลายจงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของชาติ อย่าเห็นแก่ตัวกันอีกเลย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนรุ่นใหม่ จะได้สรรเสริญเกียรติประวัติของท่าน และวงศ์ตระกูลต่อไปตราบนานเท่านาน และเพื่อพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สืบต่อไป



กลอนจริงใจและศรัทธา  

ความย่อท้อต่อแต่นี้ไม่มีแล้ว       แต่จะแผ้วจะถางจะสร้างสรรค์
อุปสรรคนานาจะฝ่าฟัน           จะบากบั่นโบกก่อสู้ต่อไป
แม้หนทางสายนั้นจะมืดมิด          เพื่อชีวิต ความหวังอันยิ่งใหญ่
เพื่อแนวทางในประชาธิปไตย          ขอเป็นไฟส่องสว่างทางมวลชน
ถึงเป็นไฟดวงน้อยจะค่อยส่อง          ถึงใครมองเพียงเศษแห่งเหตุผล
ถึงเส้นทางขระขระจะผจญ           เคียงข้างคนทุกข์ร้อนทรมาน
วันนี้เราอาจล้มสุดข่มขืน           แต่จะยืนหยัดสู้ ผู้อาจหาญ
ถึงแม้เป็นเวลาอันช้านาน          เชื่อเถอะกาลเวลาต้องมาเยือน
อดทนและรอคอยค่อยค่อยก้าว          แม้ความเจ็บปวดรวดร้าวเข้าเชือดเฉือน
อุดมการณ์แกร่งกล้าอย่าลางเลือน           อย่าบิดเบือน อย่าลืมสิ้น ความศรัทธา
ความย่อท้อต่อแต่นี้ไม่มีแล้ว          มีแต่ความเพริศแพร้วงามสง่า
มีแต่ความจริงใจและศรัทธา        ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์จรรโลงไทย


แต่งโดย อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



ร้อยรัดพลังใจ สรรค์ทางไท ให้เป็นจริง

โดย จีรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรท์ ปี 2532

*************************************************
      เราต่างมีสมองและสองมือ          ต่างยึดถือต่างเดินทางอย่างหลากหลาย
ต่างสร้างฝันใต้ตะวันอันพรรณราย            ทุ่มใจกายเช่นเฉกปัจเจกชน
บ้างเหนื่อยยากลำบากย่อต่อขวากหนาม          บ้างทดท้อจนเหห่างอย่างหม่นหมอง
บ้างล้มลงกลางทางร้างผู้คน                จะปลุกปรนพลังใจมอบไมตรี
วัยวันฝันมาหลายคราแล้ว              เจ้าดอกแก้วเรืองรองยังหมองศรี
เจ้าล้มลุกคลุกคลานก็นานปี           จะคอยใครมาชี้บอกหนทาง
ก้าวเข้ามาเถิดเพื่อนรัก                  ภารกิจเราประจักษ์ต้องสรรค์สร้าง
ในความมืดหม่นไหม้ยังไม่จาง            เราจะสานเราจะสร้างกันอย่างไร
เพียงสมองและสองมือของเรานั้น         จะสร้างฝันยิ่งใหญ่อันใดได้
หากสมองและสองมือจะเกรียงไกร            ต่อเมื่อเราร้อยรัดไว้เป็นสายเดียว

*************************************************
มอบ แด่ คณะรัฐศาสตร์ มสธ.ทุกรุ่นมีประมานแสนกว่าคน เพื่อลงวารสารในสมัยนั้น ซึ่ง อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ได้เก็บไว้นานมากแล้ว คิดว่าอยากนำมาให้อ่านอีกครั้ง เพื่อเป็นกำลังสำหรับคนไทย ให้สามัคคีกันไว้ เพราะสามัคคีคือพลัง ให้ชาติคงอยู่ต่อไป





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 
เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์จากท่านพลเอกวิชัย หงสกุล    และเป็นที่ปรึกษากลุ่มรัฐศาสตร์มสธ.89สาขากลุ่มฯทั่วประเทศ

       ผมได้รับเกียรติจากกองทัพบก โดยกรมรักษาดินแดนได้ให้เกียรติเชิญเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของชมรมสวน เจ้าเชตุและชมรมศูนย์วิทยุสมัครเล่น กรมรักษาดินแดน โดยได้รับเชิญจากท่านเสนาธิการทหาร โดยท่านพลเอกวิชัย หงสกุล ให้เข้าร่วมงานวันครบรอบก่อตั้งของกรมรักษาดินแดน โดยเชิญให้ผมขึ้นไปบรรยายทางวิชาการ และได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับท่านนายทหารที่มาร่วมงานหลายท่าน รวมทั้งท่านพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและเป็นผู้บัญชาการทหารบก ยศในขณะนั้น ได้เชิญท่านมาเป็นประธานในพิธี ท่านได้ทักทายและเป็นกันเอง จิตวิทยาท่านสูงมาก ผู้ใต้บังคับบัญชานั้นรักและเคารพท่านทุกคน ท่านเหมาะสมกับตำแหน่งเป็นทหารอาชีพ และรักษาความมั่นคงในระบอบประชาธิปไตยตลอดมา จนท่านมีฉายาว่า “ขงเบ้งแห่งกองทัพไทย” และ “กาวใจ” สำหรับทุกคน
       ผมรู้สึกเป็นเกียรติและประทับใจตลอดมาว่า ท่านอธิการบดี ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้เชิญผมและคณะกรรมการเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิ ราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อย่างใกล้ชิด เมื่อคราวที่พระองค์ท่านได้เสด็จพระราชดำเนินทำพิธีวางศิลาฤกษ์ ที่ มสธ. โดยมีท่านปลัดทบวงมหาวิทยาลัย, ท่านอธิการบดี, ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีและท่านผู้มีเกียรติอีกมากมายมาร่วมรับเสด็จ ในครั้งนี้

เล่มที่ 1
         


เหตุใดประชาธิปไตยเมืองไทยจึงไปไม่รอดสักที   

จากการอภิปราย "เรื่องปัญหาการพัฒนาการเมืองไทย" โดย อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร เป็นประธานกลุ่มฯ ว่าเหตุใดประชาธิปไตยของไทยจึงล้มลุกคลุกคลาน ไม่ปักหลักมั่นคงเสียที ทั้งๆที่เปลี่ยนแปลงมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป มีการยุบสภายกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคการเมืองและเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองนอกวิถีทางประชาธิปไตยกันบ่อยๆ   

สาเหตุ ก็เพราะประชาธิปไตยของไทยนั้นเป็นประชาธิปไตยระดับบน (ผู้ใหญ่เป็นผู้สั่งการลงมาที่ผู้น้อย) เรายังขาดประชาธิปไตยระดับล่างที่จะเป็นพื้นฐานรองรับ เรียกอีกอย่างว่า "ประชาธิปไตยระดับรากหญ้า"

การอภิปรายในวันนั้นได้เสนอแนวทางการ แก้ไขปัญหาว่าควรแก้ไขระบบราชการเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของสังคม ปัจจุบันดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชการที่ 5)  “อุปมารัฐบาลเป็นคนขับรถ เงินเป็นน้ำมันเบนซิน ส่วนข้าราชการเป็นรถยนต์ และระบบบริหารราชการเป็นถนนและการจราจร  ถ้าหากคนขับรถเก่ง น้ำมันเบนซินเต็มถึง แต่รถยนต์ไม่ดี ทางไม่ดี ถนนไม่ดี จราจรติดขัด คนขับรถซึ่งเปรียบเป็นรัฐบาลก็จะนำรถไปไม่รอด” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงวิจารณ์ไว้ว่า “ ข้าราชการเมืองอังกฤษนั้น ข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นผู้ริเริ่มหางานมาให้ผู้ใหญ่ทำ เป็นผู้คอยจี้ คอยชี้ให้ผู้ใหญ่ทำนั่นทำนี่ไล่กันขึ้นมาตามลำดับ จนถึงอัครมหาเสนาบดี บ้านเมืองเขาจึงเจริญ เพราะทำงานกันทุกคน ตั้งแต่ชั้นผู้น้อยขึ้นมาจนถึงผู้ใหญ่ ส่วนข้าราชการเมืองไทยเรานั้น ผู้ใหญ่เป็นคนคอยสั่งให้ทำ ไม่ยอมถาม ไม่ยอมปรึกษาหารือ บ้านเมืองของเราจึงเจริญไม่ทันเขา” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงวิจารณ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นระยะเวลา 112 ปีล่วงมาแล้ว ข้าราชการไทยก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมายเท่าใดนัก นี่คำคำตอบว่าเหตุใดประชาธิปไตยเมืองไทยจึงไปไม่รอดสักที

รูปภาพ ส.ส.ดร.เจริญ คันธวงศ์  ถ่ายรูปนั่งคู่กับ อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร วันนั้นท่านมากับ ส.ส.วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส. เขตบางกอกใหญ่ เป็นผู้ร่วมเข้าฟังการอภิปรายในครั้งนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ความเป็นมาของพรรคการเมืองไทย และเมืองดุสิตธานี

พรรคการ เมืองไทยถือกำเนิดมาพร้อมกับวิธีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงวางแนวทางประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น แต่พวกเราก็เดินแนวทางอีกทางหนึ่งซึ่งผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นอยู่เช่นเดิมจนถึง ปัจจุบัน กล่าวไว้ว่า พรรคการเมืองพรรคแรกของไทยที่มีความหมายที่เป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริงใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือ

1.พรรคโบว์น้ำเงิน   ซึ่งมีท่านราม ณ กรุงเทพ (รัชกาลที่ 6) เป็นหัวหน้าพรรค
2.พรรคโบว์แดง   ซึ่งมีพลเอกเจ้าพระยารามราฆพเป็นหัวหน้าพรรค

ร.6 ท่านทรงมีพระราชดำริที่จะวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยได้ตั้ง “เมืองดุสิตธานี” ไว้ในบริเวณพระราชวังดุสิต จัดการปกครองเป็นแบบ เทศบาล อำเภอ ตำบลหมู่บ้าน ตามลักษณะการปกครองท้องถิ่น มีบ้านเรือนราษฎร วัด ที่ทำการรัฐบาล เช่น หอทะเบียน ไปรษณีย์ ตำรวจ ธนาคาร พร้อมเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าเมือง นายอำเภอ พนักงานออกโฉนด มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครอง เรียกว่าธรรมนูญลักษณะการปกครองคณะนครภิบาล ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้ปกครองกลุ่มต่างๆ รวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ คือพรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากจะได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเสียงข้างน้อยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา สมาชิกจะอภิปรายโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานซึ่งกันและกัน การตั้งเมืองดุสิตธานีนี้ ก็เนื่องจาก ร.6 พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้หมู่ราชบริพารมีความเข้าใจ และเคยชินกับการปกครองตนเองเสียก่อน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ และร่วมมือกันวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยในวงกว้างสืบต่อไป

พระองค์ ทรงมองการณ์ไกล และวางรากฐานไว้เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้กับปัจจุบัน เพราะเมื่อเรามีพรรคการเมืองใหญ่ๆอยู่เพียง 2 พรรคแล้ว ฐานประชาธิปไตยก็จะมั่นคงทันที ดังเช่นประชาธิปไตยในประเทศในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ถ้าหากพรรคการเมืองไทยซึ่งมีมากมายหลายพรรคในปัจจุบัน มีการรวมตัวกันเป็นพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและปราศจากการซื้อเสียงแล้ว ก็จะเป็นนิมิตหมายอันดีและถูกต้อง เพื่อการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

ขอ ให้นักการเมืองทั้งหลายจงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของชาติ อย่าเห็นแก่ตัวกันอีกเลย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนรุ่นใหม่ จะได้สรรเสริญเกียรติประวัติของท่าน และวงศ์ตระกูลต่อไปตราบนานเท่านาน และเพื่อพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สืบต่อไป



กลอนจริงใจและศรัทธา   

ความย่อท้อต่อแต่นี้ไม่มีแล้ว       แต่จะแผ้วจะถางจะสร้างสรรค์
อุปสรรคนานาจะฝ่าฟัน           จะบากบั่นโบกก่อสู้ต่อไป
แม้หนทางสายนั้นจะมืดมิด          เพื่อชีวิต ความหวังอันยิ่งใหญ่
เพื่อแนวทางในประชาธิปไตย          ขอเป็นไฟส่องสว่างทางมวลชน
ถึงเป็นไฟดวงน้อยจะค่อยส่อง          ถึงใครมองเพียงเศษแห่งเหตุผล
ถึงเส้นทางขระขระจะผจญ           เคียงข้างคนทุกข์ร้อนทรมาน
วันนี้เราอาจล้มสุดข่มขืน           แต่จะยืนหยัดสู้ ผู้อาจหาญ
ถึงแม้เป็นเวลาอันช้านาน          เชื่อเถอะกาลเวลาต้องมาเยือน
อดทนและรอคอยค่อยค่อยก้าว          แม้ความเจ็บปวดรวดร้าวเข้าเชือดเฉือน
อุดมการณ์แกร่งกล้าอย่าลางเลือน           อย่าบิดเบือน อย่าลืมสิ้น ความศรัทธา
ความย่อท้อต่อแต่นี้ไม่มีแล้ว          มีแต่ความเพริศแพร้วงามสง่า
มีแต่ความจริงใจและศรัทธา        ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์จรรโลงไทย


แต่งโดย อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



ร้อยรัดพลังใจ สรรค์ทางไท ให้เป็นจริง

โดย จีรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรท์ ปี 2532

*************************************************
      เราต่างมีสมองและสองมือ          ต่างยึดถือต่างเดินทางอย่างหลากหลาย
ต่างสร้างฝันใต้ตะวันอันพรรณราย            ทุ่มใจกายเช่นเฉกปัจเจกชน
บ้างเหนื่อยยากลำบากย่อต่อขวากหนาม          บ้างทดท้อจนเหห่างอย่างหม่นหมอง
บ้างล้มลงกลางทางร้างผู้คน                จะปลุกปรนพลังใจมอบไมตรี
วัยวันฝันมาหลายคราแล้ว              เจ้าดอกแก้วเรืองรองยังหมองศรี
เจ้าล้มลุกคลุกคลานก็นานปี           จะคอยใครมาชี้บอกหนทาง
ก้าวเข้ามาเถิดเพื่อนรัก                  ภารกิจเราประจักษ์ต้องสรรค์สร้าง
ในความมืดหม่นไหม้ยังไม่จาง            เราจะสานเราจะสร้างกันอย่างไร
เพียงสมองและสองมือของเรานั้น         จะสร้างฝันยิ่งใหญ่อันใดได้
หากสมองและสองมือจะเกรียงไกร            ต่อเมื่อเราร้อยรัดไว้เป็นสายเดียว

*************************************************
มอบ แด่ คณะรัฐศาสตร์ มสธ.ทุกรุ่นมีประมานสองแสนกว่าคน เพื่อลงวารสารในสมัยนั้น ซึ่ง อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ได้เก็บไว้นานมากแล้ว คิดว่าอยากนำมาให้อ่านอีกครั้ง เพื่อเป็นกำลังสำหรับคนไทย ให้สามัคคีกันไว้ เพราะสามัคคีคือพลัง ให้ชาติคงอยู่ต่อไป





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอแสดงความยินดีกับ รศ.ดร.ศรีราชา  เจริญพานิช

รศ. ดร. ศรีราชา  เจริญ พานิช อดีตท่านเคยเป็น อดีตอาจารย์สอนกฎหมายของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) และเป็น ผอ. สำนักการศึกษา มสธ. ดูแลกิจการเกี่ยวกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ท่านเคยให้คำแนะนำการบริหารงานชมรมกับ อ.เทวฤทธิ์ ในฐานะประธานชมรม นศ. ในสมัยนั้น ปัจจุบันท่านได้รับเกียรติให้เป็น ผู้ตรวจการรัฐสภา อ.ขอแสดงความยินดีด้วย

ขอขอบพระคุณสำหรับการให้คำแนะนำปรึกษามาตลอด
อ. เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก-ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  q*060

ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร

ท่านมีบทบาททางด้านการวิจัยและสนับสนุนการวิจัยหลายด้าน ดังเช่น

- หัวหน้าโครงการวิจัย "พัฒนาการสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย" ของมูลนิธิฟอร์ด และมูลนิธิเอเชีย
- ประธานมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
- ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- นายกสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
- กรรมการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

หลัง จากเกษียณอายุราชการ ก็ได้รับรางวัลนักสิทธิมนุษยชนดีเด่น และทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายแห่ง งานที่ทำล้วนเน้นหนักไปทางด้านชนบท ชุมชนท้องถิ่น สิทธิมนุษยชน ตำแหน่งสำคัญในปัจจุบันคือ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ท่าน เป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างความดีของเยาวชนไทย จึงขอนำประวัติของท่านมาลงในกระทู้นี้ และขอขอบพระคุณที่ท่านให้เกียรติมาร่วมงานอภิปรายในครั้งนั้น

ลูกศิษย์อ.เทวฤทธิ์







noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในสมัยที่เป็นประธานคณะรัฐศาสตร์ มสธ.

หลวง ปู่โง่น โสรโย พระอริยะทางภาคเหนือ วัดพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นผู้เปิดเผยประวัติ “สมเด็จพระสุพรรณกัลยา” ให้ประชาชนได้ทราบประวัติเป็นครั้งแรก ก่อนมรณภาพและคุณหมอนลินี ไพบูลย์จากกิฟฟารีน ได้ช่วยจุดประกายวาดภาพพระองค์ท่านจากนิมิตขึ้นมาให้ประชาชนรักและนับถือ พระองค์ท่านได้เป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย

   อาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก็เป็นศิษย์รักของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ด้วยเช่นกันได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในการจัดสร้างพระพุทธ วิโมกข์ มอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้ร่วมผลักดันเข้ากระทรวงศึกษาธิการและทำพิธีมอบจำนวน หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์ ทำพิธีมอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านเป็นประธานพิธีในการรับมอบและมีท่านอดีตผู้ว่าจังหวัดพิจิตร คุณกาจรักษ์มณี อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายจัดส่งมายังพุทธมณฑล โดยร่วมกับทหารช่วยจัดส่งมาให้ด้วยความเรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จของท่านใน การเผยแพร่พุทธศาสนาไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกล่อมเกลาเด็กนักเรียนให้มีพระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาในการเรียนและการดำรงชีวิตที่ดีสืบไป และเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคตที่สำคัญทุกศาสนาก็สอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิตตลอดไป

   หลวงปู่ โง่น โสรโย ท่านได้กล่าวกับอาจารย์ว่า ทุนรอนที่ได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ขนาดหนักตัก 19 นิ้วและ 29 นิ้ว จำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ที่อาศัย อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ส่งเงินมาให้หลวงปู่โง่น โสรยา สร้างพระขึ้นมาเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท เพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ แต่ท่านไม่รับเงินบริจาคได้ส่งคืนให้กับลูกศิษย์ไปทั้งหมด เนื่องจากหลวงปู่ท่านมีเงินมรดกจากพ่อบุญธรรมชาวต่างชาตินับหมื่นล้าน บาทอยู่แล้ว

   และท่านยังกล่าว อีกว่าคอย ดูสิต่อไปชาวต่างชาติจะมากลืนชาติของเราไปเป็นถิ่นกาขาวจะเข้ามา ให้คอยดูกันต่อไป อาตมาจะช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ ได้แต่ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธให้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ขณะนั้นที่ท่านพูดผมยังไม่ค่อยมีไม่เชื่อว่าต่างชาติจะมากลืนประเทศไทยได้ อย่างไรและเป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันต่างชาติได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมากมาย จึงได้นึกถึงคำพูดของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าเป็นความจริงขึ้นมาตามที่ท่านหลวง ปู่โง่น ท่านได้กล่าวไว้   ผมจึงขอให้เราทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญและ กุศลสานต่อจากหลวงปู่โง่น มาช่วยมาสร้างสรรค์สังคมนี้ให้ดีขึ้นต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านทุกท่านมาร่วมทำบุญสร้างกุศลกันต่อไป จะได้อานิสงส์ผลบุญร่วม กันในภพนี้และภพหน้าร่วมกันสืบไปตามเจตนาของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพระพุทธรูป มอบให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้เปิดเผยพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาให้ประชาชนได้ ทราบความเป็นมาของท่าน

จากเล่ม 11



ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นโทรมาจากต่างประเทศ เล่าเรื่องน่าตื่นเต้น !!!   

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นได้โทรศัพท์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐเทกซัส

สุภาพ สตรีท่านนี้ประกอบธุรกิจแกะสลักแตงโมเป็นรูปดอกไม้ ส่งตามโรงแรมชั้นหนึ่งที่นั่น เล่าว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น พอเห็นว่ากระทู้ใหม่มีเรื่องของหลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาคุยด้วยพูดคุยกับ อ.เทวฤทธิ์  บอกว่าอยากให้แก้ไขข้อมูลในนี้นิดหนึ่งที่ว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่น ได้ส่งเงินมาร่วมทำบุญมากมายเพื่อสร้างพระพุทธรูปให้กับทางโรงเรียนหลายแห่ง ทั่วประเทศ เพราะว่าความจริงแล้วหลวงปู่โง่นได้ส่งเงินคืนให้กับลูกศิษย์ทุกคน ท่านไม่ขอรับเงินจากลูกศิษย์คนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์ เงินปอนด์ หรือเงินไทย เล่าต่อว่า

หลวงปู่ท่านมีเงินมากอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นบุตรบุญธรรมของเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศส ซึ่ง เป็นเจ้าของเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น  พอเสียชีวิตได้ก็มอบสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับหลวงปู่โง่น เนื่องจากว่าตนเองไม่มีบุตร มีหลวงปู่โง่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นบุตรบุญธรรม โดยขายกิจการเรือเดือนสมุทร มูลค่านับหมื่นล้าน คฤหาสน์ที่ฝรั่งเศส มูลนับพันล้าน ได้มอบเงินให้กับหลวงปู่โง่นทั้งหมด หลวงปู่ท่านจึงไม่อยากรับเงินจากลูกศิษย์ เพราะท่านมีมากอยู่แล้ว และในหนังสือย้อนรอยกรรม ท่านก็บอกเองด้วยว่าท่านไม่ขอรับเงินบริจาค

อ.เท วฤทธิ์ เล่าว่าช่วงที่หลวงปู่สร้างพระพุทธวิโมกข์ ได้ไปนอนพักที่กุฏิอยู่หลายคืน กับคณะที่เห็นยืนอยู่ด้วยกันในภาพถ่าย ประมาณ 3-4 คน นอนหลับสบายดี อากาศที่นั่นดีมาก ได้นอนห้องข้างๆ ติดกันห้องนอนของหลวงปู่โง่น ห้องนอนของท่านจะยื่นออกมาจากกุฏิไปที่เชิงเขา สุภาพสตรีจากอเมริกาก็ชม อ.ใหญ่เลย ว่าอ.ต้องเป็นคนดีมากๆ จึงจะนอนที่วัดหลวงปู่โง่น ที่บนดอยได้ เพราะ อ.ปกติแล้วท่านจะไม่ให้ใครมานอน และไม่มีใครกล้ามานอนด้วย เพราะที่วัดจะมีภูตผีปิศาจมาก  และเล่าว่าหลวงปู่ยังมีกล้องถ่ายรูปติดวิญญาณ ซึ่งสามารถเห็นวิญญาณได้จริง เห็นวิญญาณในวัดเต็มไปหมดเลย  เล่าต่ออีกว่า อภิญญาท่านเก่งมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ท่านทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ท่านนั่งกรรมฐาน จนหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยท่วมตัว ตัวท่านแข็งไปหมด คิดว่าไม่รอดแล้ว ปรากฏว่าท่านยังหายใจอยู่

เล่าต่อว่า หลวงปู่โง่น ท่านเป็นพระที่ได้รับความเคารพนับถือมาก  และท่านสามารถขึ้นเครื่องบินฟรี ทุกสายการบิน ตลอดชีพ เพราะเกรงใจในความดีของท่าน แม้แต่ที่ธรรมเนียบขาวของอเมริกา ยังมอบรถผ่าตัดหัวใจ ให้กับหลวงปู่ถึง 2 คัน ไว้ใช้ส่วนตัว ภายหลังหลวงปู่ท่านได้มอบให้กับรัฐบาลหนึ่งคัน และที่จังหวัดพิจิตรอีกหนึ่งคัน

อ.เทวฤทธิ์ ก็เล่าให้ฟังว่าที่วัดหลวงปู่ท่านมีอีกาตัวหนึ่งเชื่องมาก เข้าใจภาษามนุษย์ ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ชาติก่อนคงเกิดเป็นมนุษย์ หลวงปู่สั่งทำอะไร ก็ทำได้หมด สั่งให้กันสุนัขไม่ให้เข้ากุฏิ ก็บินไปไล่ สั่งให้ไปเก็บของก็ไปคาบมาเก็บ และอีกหลายๆ อย่าง

ขอขอบคุณลูกศิษย์หลวงปู่โง่นที่โทรมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้น หลายๆ เรื่อง
ลูกศิษย์ อ.เทวฤทธิ์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โทรมาเล่าอีกครั้ง

วันต่อมา สุภาพสตรีจากอเมริกาคนเดิม ได้โทรมาหาอ. เล่าข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับหลวงปู่โง่น

บอกว่า หลวงปู่โง่นบอกกับลูกศิษย์ว่าในเมืองไทยมีทองคำอยู่ สองหมื่นห้าพันตัน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หลวงปู่โง่นไปเห็นมาแล้ว แต่ท่านบอกไม่ได้ เพราะต้องรอผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้น จึงจะได้พบ



ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นซึ่งประเทศฮอลแลนด์

สัปดาห์ ก่อนสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น เปิดกิจการจิวเวอร์รี่อยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ได้โทรศัพท์มาหาอ.เทวฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า เคารพรักหลวงปู่โง่นมาก มาไหว้อัฐิของหลวงปู่โง่นที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี ไหว้แล้วกิจการก็เจริญรุ่งเรือง ขายดีทุกครั้งหลังจากกลับมาไหว้ท่าน เล่าต่อว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่นมีเยอะมาก ส่วนมากจะมีฐานะมีกิจการเป็นของตนเอง คนไทยที่นั่นก็นับถือหลวงปู่โง่นกันมาก เมื่อเปิดในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเรื่องราวที่ลูกศิษย์อ.ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาเล่าให้ฟัง และอยากจะดูดวงกับอ.ในภายหลังด้วย



หลวงปู่มั่น

อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ  หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น  และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องราวอ.เทวฤทธิ์ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น (พ.ศ. 2539)
   
อ.เท วฤทธิ์ถอดจิตออกไป ก็พบท่านมารออยู่ เหมือนรอพบมานานแล้ว ช่วงแรกที่พบหลวงปู่มั่น  ท่านได้พาไปนั่งปฏิธรรมกรรมฐานที่กุฎิของท่าน ซึ่งเป็นบ้านไม้ชั้นดี  อากาศดี ลมพัดเย็นสบาย  และมีบ่อน้ำอยู่ข้างกุฎิ ถอดจิตมาครั้งใด ก็จะมาพบท่านที่สถานที่แห่งนี้

พบพระทองคำองค์ใหญ่ นับร้อยองค์ในน้ำ

หลัง จากนั้นสองสามหลังจากได้ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นได้พาอ.เทวฤทธิ์ไปดูพระพุทธรูปทองคำ(แท้)อยู่ใต้น้ำ มีเป็นร้อยองค์ เรียงรายเป็นแถวยาวเป็นสองแถว แสงพระอาทิตส่องเป็นเงาระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ มีขนาดสูงเท่ากับหลวงพ่อที่วัดไตรมิตร หรือสูงประมาณเท่ากับพระประธานวัดซำปอกง อยู่ในบ่อลึก ท่านบอกว่าบ่อนี้เป็นบ่อธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ ซึ่งไม่มีใครได้เคยพบเห็นมาก่อน มีเธอเป็นคนแรกที่ลุงพามาที่นี่  เดี๋ยวลุงจะพาเธอดูสิ่งแปลกๆในนี้ ในโลกมนุษย์ไม่มี .... เห็นปลาแหวกว่าย เป็นปลาสมัยโบราณ ตัวใหญ่ๆ มีหลายสี (สีขาว, เทา,น้ำตาล,แดง, ฟ้า,ม่วง,เขียว,น้ำเงิน,เหลือง) ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นอกจากนั้นยังมีปลาลักษณะคล้ายปลาบึก หลวงปู่บอกว่าปลาพวกนี้ดูแลพระทองคำ ถ้าคนดีมา ปลาก็จะเป็นมิตรไม่ทำร้าย แต่ถ้าคนไหนคิดไม่ดีเข้ามาในนี้ ปลาก็จะทำร้าย  ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนสนทยา เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นได้บอกให้อ.เทวฤทธิ์ลองเอามือไปแตะที่องค์พระ อ.ได้แตะที่ฉัตร และที่บ่าขององค์พระ สัมผัสแล้วเย็นมาผมรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเหมือนกับแตะน้ำแข็ง ท่านบอกว่าพระทองคำมาอยู่ที่นี่นานแล้วหลายร้อยปี เป็นพระศิลปะแบบสุโขทัย  ท่านไม่ได้บอกที่มาที่ไป ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่บอกว่าไม่มีใครพบเห็นมาก่อน สักวันหนึ่ง จะมีผู้ที่มีบุญบารมีมาพบ  พระเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง  อ.เทวฤทธิ์รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ณ ที่แห่งนี้ ดูเสร็จแล้ว มาก็มานั่งฝึกปฏิบัติธรรม เป็นเช่นนี้ทุกวัน  หลวงปู่มาส่งอ.เข้าร่างตอนหกโมงเป็นประจำทุกวัน เพื่อ อ.จะได้ส่งลูกไปโรงเรียนทุกเช้า เป็นเวลาหลายเดือน อ.ยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่คนในครอบครัว มาเปิดเผยเรื่องพระทองคำที่นี่เป็นครั้งแรก



 
วัดไม่มีระฆัง 

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นได้พาอ.เทวฤทธิ์ไปดูวัดที่ไม่มีระฆัง แต่มีไม้ห้อยเป็นแผง แขวนลงมาจากบนหลังคา เวลาลมพัด เสียงดัง ป๊อกแป๊ก วัดนี้แปลกมาก  อ.ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน  หลวงปู่ให้มองไปที่หน้าต่าง ก็มีไม้เป็นแผงแขวนที่หน้าต่าง  แปลกดี เวลาลมพัด  เสียงดังไปทั้งวัดเลย สิ่งที่แปลกอีกอย่างอีกอย่างก็คือ เรื่องของเวลา ที่นั่นจะไม่เหมือนกับที่โลกมนุษย์ ที่โลกจะมีมืดมีสว่าง แต่ที่นั่น อ.ไปเมื่อไหร่ ก็สว่างทุกที เวลาแต่ละวันยาวนานกว่าบนโลก เป็นอีกมิติหนึ่ง

หมายเหตุ เป็นไม้เนื้อแข็งสองแผ่นประกบกันยาวประมาณหนึ่งคืบ เรียงเป็นแผง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พบมนุษย์จิ๋ว ในป่าหิมพานต์      q*060

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นบอกอ.เทวฤทธิ์ว่าจะพาไปที่แห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ ท่านพูดว่าธอจะได้พบกับสิ่งน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก  แล้วถามว่า รู้จักมนุษย์จิ๋วไหม? อะไรเหรอครับ? คนแคระเหรอครับ ... อ.ถาม ท่านตอบว่าเล็กกว่านั้นอีก แล้วก็พาเดินไปที่ลำธารตื้นๆ แห่งหนึ่งใน แล้วอ. ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า คุณครับ....คุณครับ  อยู่หลายครั้ง... ก็หันไปมองว่าใครเรียก   แต่ก็ไม่เห็นมีใคร   ท่านบอกว่า ก็อยู่ข้างเธอนั่นไง....ระวังเหยียบโดนนะ ให้ยืนอยู่เฉยๆ  แล้วหลวงปู่ก็หยิบแว่นขยาย ออกมาจากย่าม เอามาให้ส่องดูมนุษย์จิ๋ว อ.เทวฤทธิ์ ก็เลยมองห็นครอบครัวมนุษย์จิ่ว มี 4 คน มี พ่อ แม่ ลูก 2 คน เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง     อ.เลยหยิบมนุษย์จิ๋วมาวางไว้ที่ฝ่ามือทีละคน  ผู้ที่เป็นพ่อได้แนะนำลูกๆ และภรรยาให้รู้จัก บอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก บอกว่าไม่เคยมีใครมาที่แห่งนี้มาก่อน นอกจากคุณลุงกับท่าน  หลังจากนั้น อ.และหลวงปู่ก็พาเดินไปส่งที่กระท่อม  บ้านของพวกเค้าอยู่เหนือลำธารแห่งนี้ หลังจากถึงบ้านแล้วหยิบมนุษย์จิ่วขึ้นมาอย่างระมัดระวังทีละคนวางลงที่พื้น บ้าน  เป็นกระท่อมเล็กมาก กว้าง ยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ อ.และหลวงปู่จึงยืนอยู่นอกบ้าน มนุษย์จิ๋วได้ชักชวนให้ดื่มน้ำชาก่อน หลวงปู่มั่นบอกว่าเดี๋ยวจะเกินเวลา และ อ.ก็บอกว่าไม่ต้องหรอก  เพราะต้องรีบกลับไปให้ทันเวลาที่โลกมนุษย์  เพื่อส่งลูกไปโรงเรียน หลังจากนันก็บอกลากัน มนุษย์จิ๋วบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้พบอ. พูดว่าถ้าท่านอยากมาเยี่ยมอีกก็ส่งจิตบอกให้คุณลุงพามาอีกนะ

หมายเหตุ มนุษย์จิ๋วหน้าตาเหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ผิวขาว หน้าตาผ่องใส สูงประมาณ 1-2 ซม. มีอยู่หลายครอบครัวในป่าหิมพานต์ แต่ครอบครัวที่พบอาศัยอยู่ที่ต้นลำธาร



เดินบนสะพานแขวน ชมวัด ชมหมู่บ้าน   

อีก วันต่อมาอ.เทวฤทธิ์ก็ไปพบหลวงปู่มั่น ตอนนั้นยังเรียกท่านว่าคุณลุงเพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่น... คุณลุงบอกว่าจะพาไปที่วัดในป่าแห่งใหม่ มีสะพานแขวนอยู่ข้างบนเดินได้รอบเลย  สะพานนี้ยังเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านได้อีก อ.บอกว่าแปลกดีนะครับ   คุณลุงบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกมนุษย์ไม่มี แล้วก็พาเดินดูวัด  เป็นวัดสมัยโบราณ ชมเสร็จก็เดินต่อออกไปยังหมู่บ้าน ได้เห็นชาวบ้าน แบบชนบท  คุณลุงเล่าว่าชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างสะพานนี้ขึ้นมา เพราะเคารพรักท่าน และเห็นว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะได้เดินสบาย  ซึ่งก็เดินได้สบายจริงๆ ไม่โยกเยก เพราะได้ขึงไว้แน่น เดินเห็นชาวบ้านปีนขึ้นเก็บมะพร้าว บ้างก็มาทักทาย ว่าท่านพาใครมา คุณลุงตอบว่าพาญาติสนิทมาเที่ยว ชาวบ้านก็พูดเชื้อเชิญว่า เชิญชมเลยครับ เป็นผลงานของพวกเราเอง

ภาพตัวอย่างหมู่บ้านที่มีสะพานแขวนแห่งหนึ่ง



พบมนุษย์ยักษ์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้ง เขี้ยวใหญ่ๆ ตาโตๆ     

สอง สามวันต่อหลวงปู่มั่นได้พา อ.เทวฤทธิ์เข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ในนั้นมีดินแดนของผู้ปฏิบัติธรรมที่สำเร็จเป็นอรหันต์ มาประทับอยู่ที่แห่งนี้ คุณลุงท่านบอกมา และได้พาเดินดูกุฏิของพระอรหันต์ บางรูปก็มีพื้นที่มาก บางรูปก็มีพื้นที่น้อย ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละรูปที่สั่งสมกันไว้ บริเวณรอบๆ จะมีดอกไม้นานาพรรณ พืชผักสวนครัว และมีการปลูกข้าว ไม่ได้เหมือนกับเมืองมนุษย์เสียทีเดียว ดอกไม้ดูสวยกว่า มีผีเสื้อบินไปบินมา ดูสวยกว่าในโลกมนุษย์ เติมสีสันให้กับที่นี่ อากาศเย็นสบาย สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำลังเดินชมอยู่นั้น ก็มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ทำเขี้ยวโง้ว ทำหน้ายักษ์ ไม่พอใจใส่คนแปลกหน้า เพราะมีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ ได้ก้มลงมามอง แล้วถามว่า...ท่านมาทำอะไรที่นี่ หลวงปู่มั่นตอบว่า คนนี้เป็นญาติกัน พามาชมที่นี่ เพื่อที่จะได้นำเรื่องราวในนี้ไปเปิดเผยสู่สาธารณะชนให้ทราบกัน ว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นยักษ์ก็ยิ้ม ซึ่งดูน่ารักมาก สำหรับการที่ยักษ์ยิ้มได้ ยักษ์ได้พูดว่า เชิญครับ เชิญท่านดูให้ทั่วเลย อ.ได้เดินชมจนทั่วอาณาบริเวณทั้งวัน เดินเข้าไปในกุฏิทุกหลัง แต่ละหลังจะก็มีพระนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมอยู่ นุ่งเสื้อสีขาว กางเกงแพร ทุกองค์ เป็นชุดปฏิบัติธรรม เหมือนกับหลวงปู่มั่นด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นก็พาอ.กลับเข้าร่างในเวลาหกโมงเช้าดังเช่นทุกวัน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ.เทวฤทธิ์ ตอนขี่วัวเทพ    q*060

มา คราวนี้หลวงปู่มั่นพาวัวเทพมาด้วย อ.เทวฤทธิ์ และหลวงปู่ได้ขึ้นวัวเทพ เหาะขึ้นไปข้างบนบริเวณสะพานพระราม 9  เห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางอยู่ข้างล่าง แล้วเหาะไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางจังหวัดอยุธยา ในช่วงนั้นเอง มองลงมาก็เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง ชี้ขึ้นมา พูดว่าเห็นวัตถุลึกลับหรืออะไรสักอย่างอยู่ข้างบน... จนกระทั่งถึงจ.อยุธยาชมวัดเก่าๆ อยู่ข้างล่างหลายแห่ง  แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า จะไปดูอบายภูมิไหม? อ.บอก ก็ไปครับ แล้วเหาะทะลุพุ่งลงไปข้างล่าง

ปรากฏ ว่าเห็นคนตายเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เป็นโรคเอดส์ตายกัน  พอรู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เดินเข้ามาล้อมรอบตัวหลวงปู่ และอ.กันมากมาย   หลวงปู่ท่านบอกให้อ.ยกฝ่ามือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนท่าน เพื่อปล่อยแสงบุญ แสงบารมี ให้กับคนตาย เพื่อคนตายเหล่านี้จะได้ไปเกิดใหม่ ปรากฏว่าเดินแห่เข้ามาเยอะมาก ที่เดินมานี้ ไม่มีใครใส่เสื้อผ้า มีทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง  เป็นเด็กไม่ค่อยมีนัก อ.จึงพูดว่าคนทำบาปกันเยอะมากนะครับลุง  แล้วแผ่แสงออกไป ก็หายวับไปเกิดทีละคน ทีละคน จำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน แผ่ไปเยอะมาก จนเหนื่อย อ.จึงบอกว่าพอดีกว่า หลังจากนั้นจึงขี่วัวเทพกลับมาเข้าร่าง  หลวงปู่มั่นได้มาส่งที่หน้าต่างบ้าน

ใครที่ทำบาปกรรมไว้ ตายไปก็จะอยู่ในนรก เพื่อชดใช้กรรม ขอให้ทำความดีกันมากๆ ครับ



 
ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา 

มี อยู่คืนหนึ่งที่อ.เทวฤทธิ์ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาอ.ไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้  ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้

อ.ไปพบเห็นมา จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านฟัง ก็ขอฝากให้ทุกท่านทำความดีกันมากๆ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีโอกาสสั่งสมบุญบารมี จึงไม่อยากให้ท่านประมาทในการดำเนินชีวิต

เป็นลักษณะคล้ายในรูปภาพ



ทักทายท่านสมาชิกผู้อ่าน

ก่อน อื่นต้องขออภัยท่านสมาชิกที่ติดตามอ่านบทความในกระทู้ อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร อยู่เป็นประจำทุกวัน ช่วง 5-6 วันที่ผ่านทีมงานไม่ได้ลงบทความในกระทู้เพิ่มเติม เนื่องจากคณะลูกศิษย์ได้เดินทางไปดูงานในต่างประเทศ  (จะนำมาเล่าให้ฟังในภายหลัง) คนต่างชาติบ่นเสียดายกันใหญ่ บอกว่า ชอบเมืองไทย เมืองไทยเป็นประเทศที่สวยงาม  เที่ยวสนุก ของทานอร่อยมีมากมาย คนไทยใจดีมีเมตตา  อยากมาเที่ยวประเทศไทยอีก แต่มาไม่ได้เพราะเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ เล่าให้ฟังว่าสำนักข่าวต่างประเทศ ทั้ง CNN และBBC ได้ลงข่าวและรูปภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงออกไปทั่วโลก ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้ามาเที่ยวเมืองไทย

ตอนนี้ประเทศเพื่อน บ้านของไทย จึงได้อานิสงค์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวเปลี่ยนโปรแกรม หนีไปเที่ยวในประเทศอื่นๆ อย่างเช่น  อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม กัมพูชา, และ สิงคโปร์ กันมากขึ้น ทำให้เมืองไทย สูญเสียรายได้มหาศาลนับหมื่นนับแสนล้าน มีคนว่างงานเป็นแสน ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวปิดตัวไปหลายแห่ง ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบนี้

ก็ขอให้บ้านเมืองสงบสุขเหมือนเดิมในเร็ววัน
คนไทยจะได้ไม่ตกงาน และ ธุรกิจต่างๆ ดีขึ้น 

จาก
คณะทีมงานลูกศิษย์
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 25 ส.ค. 11, 16:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ.เทวฤทธิ์ ตอนขี่วัวเทพ    q*060

มา คราวนี้หลวงปู่มั่นพาวัวเทพมาด้วย อ.เทวฤทธิ์ และหลวงปู่ได้ขึ้นวัวเทพ เหาะขึ้นไปข้างบนบริเวณสะพานพระราม 9  เห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางอยู่ข้างล่าง แล้วเหาะไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางจังหวัดอยุธยา ในช่วงนั้นเอง มองลงมาก็เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง ชี้ขึ้นมา พูดว่าเห็นวัตถุลึกลับหรืออะไรสักอย่างอยู่ข้างบน... จนกระทั่งถึงจ.อยุธยาชมวัดเก่าๆ อยู่ข้างล่างหลายแห่ง  แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า จะไปดูอบายภูมิไหม? อ.บอก ก็ไปครับ แล้วเหาะทะลุพุ่งลงไปข้างล่าง

ปรากฏ ว่าเห็นคนตายเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เป็นโรคเอดส์ตายกัน  พอรู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เดินเข้ามาล้อมรอบตัวหลวงปู่ และอ.กันมากมาย   หลวงปู่ท่านบอกให้อ.ยกฝ่ามือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนท่าน เพื่อปล่อยแสงบุญ แสงบารมี ให้กับคนตาย เพื่อคนตายเหล่านี้จะได้ไปเกิดใหม่ ปรากฏว่าเดินแห่เข้ามาเยอะมาก ที่เดินมานี้ ไม่มีใครใส่เสื้อผ้า มีทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง  เป็นเด็กไม่ค่อยมีนัก อ.จึงพูดว่าคนทำบาปกันเยอะมากนะครับลุง  แล้วแผ่แสงออกไป ก็หายวับไปเกิดทีละคน ทีละคน จำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน แผ่ไปเยอะมาก จนเหนื่อย อ.จึงบอกว่าพอดีกว่า หลังจากนั้นจึงขี่วัวเทพกลับมาเข้าร่าง  หลวงปู่มั่นได้มาส่งที่หน้าต่างบ้าน

ใครที่ทำบาปกรรมไว้ ตายไปก็จะอยู่ในนรก เพื่อชดใช้กรรม ขอให้ทำความดีกันมากๆ ครับ



 
ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา 

มี อยู่คืนหนึ่งที่อ.เทวฤทธิ์ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาอ.ไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้  ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้

อ.ไปพบเห็นมา จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านฟัง ก็ขอฝากให้ทุกท่านทำความดีกันมากๆ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีโอกาสสั่งสมบุญบารมี จึงไม่อยากให้ท่านประมาทในการดำเนินชีวิต

เป็นลักษณะคล้ายในรูปภาพ



ทักทายท่านสมาชิกผู้อ่าน

ก่อน อื่นต้องขออภัยท่านสมาชิกที่ติดตามอ่านบทความในกระทู้ อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร อยู่เป็นประจำทุกวัน ช่วง 5-6 วันที่ผ่านทีมงานไม่ได้ลงบทความในกระทู้เพิ่มเติม เนื่องจากคณะลูกศิษย์ได้เดินทางไปดูงานในต่างประเทศ  (จะนำมาเล่าให้ฟังในภายหลัง) คนต่างชาติบ่นเสียดายกันใหญ่ บอกว่า ชอบเมืองไทย เมืองไทยเป็นประเทศที่สวยงาม  เที่ยวสนุก ของทานอร่อยมีมากมาย คนไทยใจดีมีเมตตา  อยากมาเที่ยวประเทศไทยอีก แต่มาไม่ได้เพราะเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศ เล่าให้ฟังว่าสำนักข่าวต่างประเทศ ทั้ง CNN และBBC ได้ลงข่าวและรูปภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงออกไปทั่วโลก ทำให้รู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้ามาเที่ยวเมืองไทย

ตอนนี้ประเทศเพื่อน บ้านของไทย จึงได้อานิสงค์จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ นักท่องเที่ยวเปลี่ยนโปรแกรม หนีไปเที่ยวในประเทศอื่นๆ อย่างเช่น  อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม กัมพูชา, และ สิงคโปร์ กันมากขึ้น ทำให้เมืองไทย สูญเสียรายได้มหาศาลนับหมื่นนับแสนล้าน มีคนว่างงานเป็นแสน ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวปิดตัวไปหลายแห่ง ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบนี้

ก็ขอให้บ้านเมืองสงบสุขเหมือนเดิมในเร็ววัน
คนไทยจะได้ไม่ตกงาน และ ธุรกิจต่างๆ ดีขึ้น 

จาก
คณะทีมงานลูกศิษย์


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ประสบการณ์ ชีวิต อาจารย์ นกยูง สุนทร 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม