Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ถ้าไม่ได้บวช จะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ได้ถึงไหน..โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร  (อ่าน 2752 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ถ้าไม่ได้บวช จะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ได้ถึงไหน..โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



.รบกวนทุกๆท่าน โปรดชี้แนะกระผมด้วยครับ จะได้เป็นประโยชน์ ต่อท่านที่บวชแป๊บเดียวหรือไม่ได้บวชซึ่งมีมากเหลือเกินในยุคนี้ครับ....ขอขอบพระคุณอย่างสูงสุดต่อทุกกระทู้ด้วยครับ....สวัสดีครับ...


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตั้งแต่พระโสดาบันไปจนถึง พระอรหัตน์มรรค



ความเป็นไปได้ขึ้นอยู่กับจิตครับ
คือมีปัญญาชอบ มีการประกอบความเพียรจนเกิดสติและสมาธิชอบหรือไม่
ไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่และเครื่องแบบ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คิดว่าระดับชั้นโสดาบันครับ 
ตัวอย่างเช่น  จากพจนานุกรมฉบับประมวลศัพท์ ของท่านพระธรรมปิฏก
อนาถบิณฑิก อุบาสกคนสำคัญในสมัยพุทธกาล เดิมชื่อ สุทัตต์ เป็นเศรษฐีอยู่ที่เมืองสาวัตถี ต่อมาได้นับถือพระพุทธ
ศาสนา บรรลุโสดาปัตติผล เป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า สร้างวัดพระเชตวันถวายแด่พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ที่เมืองสา-
วัตถี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ประทับจำพรรษารวมทั้งหมดถึง ๑๙ พรรษา ท่านอนาถบิณฑิก นอกจากอุปถัมภ์บำรุงพระ
ภิกษุสงฆ์แล้วยังได้สงเคราะห์คนยากไร้อนาถาอย่างมากมายเป็นประจำ จึงได้ชื่อว่าอนาถบิณฑิก ซึ่งแปลว่า ผู้มีก้อน
ข้าวเพื่อคนอนาถา ท่านได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะในหมู่ทายกฝ่ายอุบาสถ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ท่านสันตติมหาอำมาตย์เมาเหล้าอยู่ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบรรลุเป็นพระอรหันต์ทันทีจากนั้นได้แสดงปาฎิหารย์ต่างๆเป็นอันมากแล้วจึงนิพพานด้วยเตโชธาตุบนอากาศ ก็เป็นไปตามที่พี่ดังตฤณได้บอกไว้ครับ
คือท่านสันตติมหาอำมาตย์ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงเป็นเหตุให้มีปัญญาชอบ มีการประกอบความเพียรจนเกิดสติและสมาธิชอบอย่างเต็มที่บริบูรณ์ โดยมีการสร้างทศบารมีอย่างทุ่มเทตั้งใจมั่น ทั้งในอดีตชาติต่อเนื่องมาจนถึงอัตภาพสุดท้าย (โดยเฉพาะชาติสุดท้ายใช้ระยะเวลาสั้นมากๆ) บางท่านอาจมองว่าฟลุค หรือบังเอิญ แต่ในมุมมองของผมท่านสันตติมหาอำมาตย์เป็นผู้มีบารมีเกือบเต็ม เพียงแต่ได้รับการชี้แนะจากสมเด็จพระผู้มีพระภาคอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็จบภารกิจในสังสารวัฏฏ์อันยาวนานทันที บารมีของใครของมันต้องทุ่มเทสร้างกันเอาเองมากน้อยก็ไม่ควรประมาท การบรรลุธรรมก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยไม่มีฟลุค หรือบังเอิญหรอกครับ กุศลบารมีแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นเหตุเป็นแรงบันดาลใจให้มีความเพียรชอบ สามารถย่นย่อการเวียนวายตายเกิดให้สั้นลงได้ครับ
การสร้างกุศลบารมีไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่และเครื่องแบบครับ

ขอให้เจริญในธรรมทุกๆท่าน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ในพระไตรปิฏกก็มีสาวกบางท่านเห็นธรรมขั้นสูงแม้จะยังไม่บวชเลย
เช่นท่านพาหิยะที่เป็นพระอรหันต์แม้ยังไม่บวช หรือ มีอีกตัวอย่างอีก
บางท่านที่มีความเจริญในธรรมในระดับที่ไม่เหลือสังโยชน์เบื้องต่ำอีกแล้ว
ทั้งที่เป็นหญิงและยังไม่บวชก็มี บางท่านประกอบอาชีพปั้นหม้อเลี้ยง
บิดามารดาแม้เป็นพระอนาคามีแล้วก็มีครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สำเร็จได้ทุกขั้น  แต่เป็นพระอนาคามีแล้วจะไม่ยุ่งเรื่อง การมีคู่ แต่ครองเรือนได้
แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ จะต้องบวช  ถ้าไม่มีฉันทะในการบวชท่านจะปรินิพพานใน 7 วัน



การบวชหรือไม่บวช  ไม่ใช้ปัจจัยของการบรรลุธรรม  การศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วนำไปปฏิบัติให้เห็นผลจริง  จึงเป็นปัจจัยสำคัญ  การถือบวชทำให้มีโอกาสและเวลาศึกษาธรรมได้มาก  เพราะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับทางโลก ยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตทางโลก อันประกอบด้วยหมู่สัตว์อันเกี่ยวเนื่องอยู่ในกิเลส  ซึ่งทำให้บรรลุธรรมได้โดยยาก  จำเป็นต้องมีบุญบารมีสะสมมาจริงๆๆ  จึงจะทำได้.. ชนใดที่ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตทางโลก ก็อาจศึกษาธรรมและปฏิบัติจนบรรลุอรหันต์ได้ ... การบวชอยู๋ที่ใจไม่ใช่เป็นอยู่ที่อาภรณ์ภายนอก   นักบวชจึงไม่อาจวัดที่การแต่งกาย  บ้างไม่ได้ใส่อาภรณ์นักบวชแต่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากกว่าผู้ใส่อาภรณ์นักบวชก็ยังมี ....
คำกล่าวที่ว่า
" แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ จะต้องบวช  ถ้าไม่มีฉันทะในการบวชท่านจะปรินิพพานใน 7 วัน "   ไม่เคยได้ยินว่าเป็น พุทธพจน์ มาก่อน...


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เห็นด้วยกับคุณเมธาพร เพราะถ้าอย่างนั้นพระปัจเจกพุทธ ทั้งหลายพอท่านสำเร็จก็ต้องนิพพาน(ละสังขาร)ภายในเจ็ดวันนะสิครับ เข้าใจ(เอง)ว่าการได้ธรรมระดับใดนั้นทำให้ความประพฤติวิถีชีวิตเปลี่ยนไป รวมถึงความคิดความอ่านเปลี่ยนไป ดังนั้นท่านใดจะเข้าสู่นิพพาน(ละสังขาร)ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลผู้นั้นเอง



ไม่ได้บวชกาย แต่บวชใจก็จบกิจเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาได้
บวชกาย แต่ใจ***เยี่ยงสัตว์นรกก็จบเห่เป็นสัตว์นรกเมื่อตายไปแล้ว

รักษาศีลให้ได้ก่อน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คฤหัสถ์เป็นเพศที่สามารถบรรลุคุณธรรมที่เป็นโลกุตระได้ทั้งหมด กล่าวคือสามารถบรรลุโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล

         แต่คฤหัสถ์ที่เป็นมนุษย์บรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผลแล้ว ถ้าหากไม่ได้บรรพชาในวันนั้น ก็จะต้องปรินิพพานในวันนั้นนั่นแหละ เพราะว่าคฤหัสถ์เป็นเพศที่ต่ำต้อย ไม่สามารถรองรับคุณธรรมคืออรหัตตมรรคอรหัตตผลได้

         ผู้ที่บรรลุอรหัตตผลแล้วไม่ได้บรรพชาแต่ปรินิพพานในวันนั้น มีตัวอย่างคือ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชซึ่งเป็นพุทธบิดา พระพาหิยะทารุจิริยะ เป็นต้น

         แต่เพศคฤหัสถ์เป็นเพศที่ลำบากในการงานต่างๆ จะหาโอกาสบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานให้ได้บรรลุอรหัตตมรรคอรหัตตผลนั้นเป็นการยาก

         ในสมัยนี้ผู้ที่เป็นอุคคติตัญญูบุคคล วิปจิตัญญูบุคคลไม่มีอีกแล้ว มีแต่เนยยบุคคล ฉะนั้นคฤหัสถ์ที่บรรลุคุณธรรมถึงอรหัตตผลนับว่าเป็นไปได้ยาก

         แต่คฤหัสถ์ที่บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามิผล เชื่อว่าพอมีอยู่บ้าง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี รักษาศีล ๕
พระอนาคามี รักษาศีล ๘



 ถูกแล้ว ถูกแล้ว พระโสดาบันมีศีล ๕ โดยไม่ต้องสมาทาน พระอนาคามีก็มีศีล ๘ โดยไม่ต้องสมาทาน แต่จะรักษาศีลให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็ได้




คนสองประเภทที่คุณโชติกะบอกว่าไม่มีอีกแล้ว ไม่น่าจะใช่นะคะ
เพราะในคน ๆ เดียวนี่ล่ะ เราก็อาจเป็นคนทั้งสี่ประเภทได้  ลองสังเกต
ตัวเองให้ดีจะเห็นนะคะ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
  อุคคติตัญญูบุคคล ได้แก่ บุคคลที่บรรลุอริยมรรค โดยการฟังธรรมเพียงอุทเทส คือฟังแต่เพียงหัวข้อเท่านั้น ยังไม่ทันได้ฟังการขยายเนื้อความ มีตัวอย่างเช่น พระสารีบุตรเป็นต้น
         พระสารีบุตรก่อนจะได้มาอุปสมบทในพระศาสนามีชื่อว่าอุปติสสะ ได้บวชเป็นปริพาชก ภายหลังได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิ และได้บรรลุโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล โดยพระพระอัสสชิแสดงธรรมเพียง ๔ บาทพระคาถาเท่านั้น อุปติสสะปริพาชกฟังเพียง ๒ บาทพระคาถา ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล

         วิปปจิตัญญูบุคคล ได้แก่ บุคคลที่ฟังเพียงอุทเทส แล้วยังไม่บรรลุอริยมรรค แต่เมื่อฟังการขยายเนื้อความออกไปแล้วก็ได้บรรลุ

         เนยยบุคคล ได้แก่ บุคคลที่ฟังอุทเทส และการขยายเนื้อความแล้วยังไม่อาจบรรลุได้ แต่บรรลุในภายหลังจากนั้น

         ส่วนบุคคลนอกนี้ คือผู้ที่ไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ แต่อาจได้บรรลุในชาติต่อๆไป เรียกว่า ปทปรมบุคคล


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ที่ว่าฆราวาสบรรลุธรรมขั้นอรหันต์ ต้องตายภายใน 7 วันนี้ผมยังสงสัยอยู่นะครับคำว่าภายใน 7วัน อาจจะเป็นอุบายอะไร หรือบุคลาธิฐานทำนองนี้ก็ได้ คนเราอย่างไรบรรลุธรรมหรือคนธรรมดา อย่างไงก็ต้องตายใน  7 วันอยู่แล้ว เพราะสัปดาห์หนึ่งมี 7 วัน
แล้วมีในตำราอะไรอ้างอิงไหมครับ  หรือว่าฟังตามกันมา



 พระปัจเจกพุทธเจ้า บรรลุแล้วไม่ละสังขารด้วยแรงอธิษฐานในการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า  สรีระและเครื่องนุ่งห่มของพระองค์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นพระทันที
- พระท่านว่า ปัจจุบันมี เนยยะ และ ปทปรมะ อย่างละครึ่ง
- ผมเชื่อว่ายังมีฆราวาสที่บรรลุธรรมชั้นพระอนาคามีอยู่เป็นจำนวนมาก
- โบราณ ถือวันเวลาทางจันทรคติ  ไม่มีวันจันทร์-อาทิตย์  มีแต่วันโกนวันพระ  ฆราวาสเมื่อบรรลุธรรม ส่วนใหญ่จะนิพพานภายในก่อนอาทิตย์ขึ้นของวันรุ่งขึ้น  แต่ตามตำราบอกว่า ๗ วัน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 19:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรียนถามคุณโชติกะ ค่ะ
โสดาบันบุคคลกับพระสกิทาคามี  ถ้าหากเสียชีวิตในชาตินี้แล้วต้องเกิดไปเป็นมนุษย์อีก   ท่านจะเกิดมาพร้อมกับสภาพที่ยังดำรงค์เป็นพระโสดาหรือ
พระสกิทาคามีหรือไม่คะ       ขอบพระคุณล่วงหน้าคะ



โลกุตตรธรรมไม่มีทางเสื่อมได้ หมายความว่า บุคคลที่บรรลุเป็นพระโสดาบัน หรือพระสกทาคามี หรือพระอนาคามีแล้ว ไปเกิดในภพใดๆ คุณธรรมที่ตนบรรลุแล้วก็ยังคงอยู่ ไม่ได้สูญหาย เช่น พระโสดาบันที่ไปเกิดเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นภพใหม่ก็ยังคงเป็นพระโสดาบันอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าตนเองเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลก็ตาม

         พระโสดาบันและพระสกทาคามีที่ไม่ได้ฌานย่อมเกิดในกามสุคติภูมิ ๗ ส่วนที่ได้ฌานย่อมไปเกิดในพรหมโลก พระอนาคามีจะได้บำเบ็ญฌานมาก่อนหรือไม่ก็ตามจะต้องไปเกิดบนพรหมโลกเท่านั้น (พระอนาคามีที่ไม่ได้ทำสมถกรรมฐาน ก่อนที่จุติจิตจะเกิดขึ้นฌานจะต้องเกิดขึ้นก่อนแล้วทำให้ปฏิสนธิบนพรหมโลก ฌานชนิดนี้เรียกว่า มรรคสิทธิฌาน) พระอรหัตน์ย่อมปรินิพพาน ไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป

         คฤหัสถ์ที่บรรลุอรหัตตผลจะต้องปรินิพพานภายในวันนั้น ไม่ใช่ภายใน ๗ วัน หรือไม่ก็ต้องบรรพชาจึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หลักฐานในเรื่องนี้มีอยู่อน่นอน แต่ยังนึกไม่ออกว่าควรจะไปค้นหาที่ไหน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 20:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ที่ว่าให้ดูในตัวเองแล้วจะเห็นคนทั้งสี่ประเภทนั้น
สามารถที่จะเห็นได้ตามคำนิยามที่ให้มาทั้งหมดนั่นล่ะค่ะ
ทำไมถึงว่าอย่างนั้น พระสารีบุตร เดิมทีแล้วท่านก็ไม่ได้เป็น
วิปปจิตัญญูบุคคลหรอกค่ะ ท่านเกิดเป็นวิปปจิตัญญูบุคคล
ก็ต่อเมื่อท่านได้ฟังธรรมแล้วบรรลุธรรมนั้นได้ ตัวคุณโชติกะ
เองก็เถอะตอนนี้คุณทำอะไรอยู่คะ ปฏิบัติธรรมสร้างบารมี
อยู่ พยายามเจริญธรรมะให้ยิ่งอยู่ เมื่อถึงกาลถึงเวลาที่เหมาะ
เหตุทั้งหลายส่งต่อเนื่องกันมาจนเหมาะเจาะลงตัว ไม่ต้องมาก
หรอก คุณก็อาจจะเห็นแค่รถชนกัน ฟังแค่ประโยคบางประโยค
โดยแทบไม่ต้องนำมาใคร่ครวญเลย ชนิดที่สัมผัสปุ๊บรู้แจ้งขึ้นมา
ในจิตปั๊บก็เป็นได้


แต่ก็ในตัวคุณโชติกะอีกนั่นแหละ บางครั้งอาจหลงติดอยู่ในอารมณ์
ละเอียดของฌาน เข้าใจผิดว่าตัวเองได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว ใครว่า
อะไรก็ไม่ฟังทั้งนั้น ดื้อรั้นว่าตัวเองเป็นผู้เลิศแล้วอยู่ท่าเดียว อันนี้ก็
อาจกลายเป็นปทปรมบุคคลไปก็ได้
จำพระจูฬบัณถก (ไม่แน่ใจนะคะว่าสะกดถูกมั้ย) ได้มั้ยคะ
ขนาดพี่ของท่านเองยังว่าท่านปัญญาทึบไม่เหมาะที่จะรับนิมนต์จาก
ญาติโยมเพราะเขลาเกินกว่าที่จะเป็นพระบรมสาวก ท่านถึงกับ
น้อยใจ เกือบจะลาเพศบรรพชิตไปเสียแล้ว แต่ด้วยพระกรุณาคุณ
ของพระพุทธองค์ ซึ่งได้ทรงชี้แนะให้พระจูฬบัณถกทำกรรมฐาน
ได้ถูกนิสัย ให้ท่านเพ่งภูษากลางแสงแดดหรือยังไงนี่แหละ
จำรายละเอียดไม่ได้ แต่นั่นก็ทำให้ท่านระลึกชาติได้ไปถึงตอนที่
ท่านเป็นพระราชาซึ่งเสด็จประพาสแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อ
กลางแดดที่ร้อนกล้า พลันเห็นชัดว่า ผ้านั้นไม่ใช่ของสกปรกมาแต่
เดิม พอมากระทบถูกกายนี้จึงเป็นของโสโครกไป บรรลุอรหันต์เลย
เพราะฉะนั้น ไม่แน่หรอกค่ะว่าคนที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไปนี้ จะเป็นคน
ประเภทใดประเภทหนึ่งไปซะทีเดียว อาจเพียงแต่เหตุยังส่งมาไม่
เหมาะเจาะเท่านั้นเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 20:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระสารีบุตรไม่ใช่วิปปจิตัญญูบุคคล แต่เป็นอุคคติตัญญูบุคคล เรื่องนี้ไม่เห็นจะต้องคัดค้านอะไรเลย และผมก็ไม่ได้ฌานสมาบัติหรือเก่งกาจมาจากไหนดอก เพียงแต่ว่าไปตามหลักฐานเท่านั้น ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักฐานก็ให้คัดค้านได้ไม่ต้องเกรงใจ ชาวพุทธทุกคนควรจะถือพระธรรมวินัยเป็นสิ่งสูงสุดอยู่แล้ว
         "ดูก่อนอานนท์ ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่ตถาคตแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว จักเป็นศาสดาแก่เธอทั้งหลายเมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว”

         ที่ว่าบุคคลทั้ง ๔ ประเภท มีได้ในบุคคลคนเดียวกันนี่ ไปเอามาจากไหน เป็นความคิดเห็นส่วนตัวมิใช่หรือ ผมเพียงแต่ชี้แจงให้เข้าใจเท่านั้น  จะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร

         คนที่บรรลุธรรมในชาตินี้ได้แก่ บุคคล ๓ ประเภท ยกเว้นปทปรมบุคคล ในกรณีนี้ไม่ได้เกี่ยวกับพระจูฬปันถกอะไร ไม่เข้าใจว่ายกมาด้วยสาเหตุอะไร




คุณโอ้โหคงจะเข้าใจผิด อุคคติจัญญูบุคคล หมายถึงบุคคลที่บรรลุอริยมรรคเมื่อฟังเพียงหัวข้อ คือบรรลุอริยมรรคแล้วจึงจะเรียกว่าอุคคติตัญญูบุคคลได้ คนนอกนั้นที่รู้ธรรมได้หลังจากนี้ไม่เรียก หมายความว่า เลือกไม่ได้ดอก ไม่ต้องเลือก บรรลุธรรมเร็วหรือช้าอยู่ที่บุญบารมีที่ได้สั่งสมมา เลือกไม่ได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 20:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระยสกุลบุตร ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่สำเร็จอรหันต์ ในขณะที่ยังไม่ได้บวช ดังนั้นฆราวาสสามารถบรรลุธรรมถึงชั้นพระอรหันต์ได้ แต่คงต้องสะสมบุญบารมีอย่างมากมายและคงจะต้องเกิดทันได้พบพระพุทธเจ้าจึงจะได้ (ไม่ทราบว่าทุกท่านคิดเหมือนกันหรือไม่ว่าผู้ที่เกิดในสมัยพุทธกาลเป็นผู้ที่มีบุญบารมีมาก ?)
     ส่วนเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วฆราวาสนั้นต้องบวช  ในความคิดของผู้เขียนนั้นเข้าใจว่าพระอรหันต์จะดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นสุขนั้นก็มีแต่ในสมณเพศที่เป็นสัมมาอาชีวะได้เท่านั้น



ชาติ หรือการเกิดนั้น หากมองตามหลักปฏิจจฯ แล้ว
มันก็มีภพน้อยได้ใช่หรือเปล่าน้าหรือ ดิฉันจะฟังเทศน์มาผิด
คุณโชติกะ เห็นการเกิดการตายมากี่ชาติแล้วคะใน 1 ชีวิตนี้
มันต้องมีซักชาติน้อย ๆ นี่ล่ะน่าที่บำเพ็ญบารมีถึง แล้วก็กลาย
เป็นคนที่รู้แจ้งได้แค่เพียงแต่ฟังหัวข้อธรรม ไม่งั้นก็จะฝืนหลัก
ที่ว่า ธรรมทั้งหลายย่อมเกิดแต่เหตุ ที่พระอัสชิท่านกล่าว
กะพระสารีบุตรได้นะคะ เอ หรือดิฉันจะพูดยากไป แต่จริง ๆ
นะ ดูดี ๆ สิคะ เวลาคุณโชติกะโกรธอยู่น่ะ เกิดปทปรมบุคคล
ณ ขณะนั้นหรือไม่ หากมองอย่างหยาบ ๆ อาจเห็นได้ยากว่า
มันมีอยู่ในคน ๆ เดียว เพราะเรามักจะติดว่าเราเป็นคนอย่าง
นั้นอย่างนี้ แต่ชีวิตที่ดำเนินไปแต่ล่ะวัน ไม่ได้ทำให้เรา
เปลี่ยนแปลงอะไรในทั้งทางร่างกาย และความคิดไปบ้างเลย
หรือคะ คุณยังเป็นคน ๆ เดิม เหมือนตอนที่ยังไม่ได้ศึกษา


พระพุทธศาสนามั้ย   ไม่น่าจะใช่นะคะ
ดังนั้น เมื่อเหตุที่สั่งสมมาพอแก่การเกิดเป็นบุคคลแต่ละประเภท
ได้ในขณะใด ขณะหนึ่งนั่นล่ะ ก็เกิดแล้ว แล้วก็มีชีวิตเป็นคน
ประเภทนั้นอยู่ซักพักนึง เดี๋ยวก็ดับไป ตายไป ไปเกิดใหม่อีก
หลักสามัญลักษณะเลยนะเนี่ย ไม่ได้มั่วนะ
แล้วก็ที่ยกพระจูฬบันถกมาน่ะ ก็ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ
ต้องการชี้ให้เห็นว่า คนทั่ว ๆ ที่เราเห็นว่าเขาเป็นปทปรมะน่ะ
อาจไม่ใช่ก็ได้ แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น
ดิฉันมั่นใจว่าเคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ไม่น้อยไปกว่า
คุณนะคะ ก็เลยเชื่อว่าธรรมที่ท่านตรัสเป็นสิ่งที่เห็นได้ไม่จำกัดกาลไงคะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 20:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ต้องขอโทษคุณโชติกะด้วยนะคะ เพราะปรกติไม่ชอบจำ
คำบาลี จำได้แต่ความหมาย แล้วดิฉันก็ไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งสอน
ของพระพุทธองค์นะคะ เพียงแต่ว่าอ่านแล้วเอาไปสังเกตดู
ก่อนแล้วค่อยเห็นตามท่าน ซึ่งก็ทำตามที่เคยสวดบูชาพระธรรมไว้
ว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัวไงคะ
ทำแล้วก็เห็นว่าคน 4 ประเภทนี้มีอยู่จริง หากใคร
มีความเห็นว่าสมัยนี้มีบุคคลไม่ครบสี่ประเภทแล้วล่ะก็
นั่นก็แสดงว่า เขาไม่เชื่อในบทสวดบูชาพระธรรมที่ว่า เป็น
อกาลิโก ใช่หรือไม่คะ
ส่วนตัวดิฉันเองยังเชื่อว่ามีครบหมดล่ะทั้งสี่ประเภท ทั้งนอกตัว
และในตัวเองนี่ อะไรมันจะเกิดได้ ก็ต้องมีการทำให้เกิดทั้งนั้นแหละ
พิจารณาดูนะคะ



บุคคล ๔ ประเภทนั้น ไม่ได้มีความหมายตามที่คุณว่ามาดอก นี่ว่าตามหลักฐานนะ และบทว่า "อกาลิโก" ก็ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นด้วย ผมไม่อธิบายแล้วดีกว่าครับ ขอให้มีความสุขความเจริญแล้วกันครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 20:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
จริงๆแล้วถ้าจะนับ ตัวของเรามีครบทั้ง 4 ประเภท  หมายความว่า
  ถ้าเราจะพูดถึงการเกิดมานับครั้งไม่ถ้วนในอดีตชาติ  เพื่อบำเพ็ญบารมี สมมุติเช่นเราเกิดมาเป็นชาติแรก ก็มาพบกับพระพุทธศาสนา ตอนนั้น การบำเพ็ญบารมี ยังไม่ถึงบารมีขั้นต้น  ย่อมไม่สนใจ หรือสอนยังไงก็ไม่ฟัง ไม่ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนายกตังอย่างง่าย ถ้าเทียบกับคนปัจจุบัน ไปวัดตลอดชีวิต พระสอนเรื่องการถือศีล สอนทุกครั้งแต่คนๆนั้นก็ไม่ได้เอามาปฏิบัติ  ก็จัดเป็นอาภัพบุคล คือสอนยังไงก็ไม่จำ ที่นี้การบำพ็ญบารมีนอกจากจะ อาศัยการปฏิบัติธรรม ยังอาศัยการทำความดีอื่นๆ เช่นการให้ทาน  การเข้าวัดฟังธรรม แม้จะไม่นำมาปฏิบัติ แต่อนิสงค์ของการฟังธรรมย่อมมี    ขณะเดียวกันแม้เขาไม่ปฏิบัติในศีลแต่เวลามีงานบุญเขาอาจออกเงินร่วมทำบุญบ้าง    ผ่านไปหลายๆชาติๆ   บารมีที่สะสมก็จะค่อยๆเพิ่มพูน ถึงจุดที่เรียกว่า  บารมีขั้นต้น   คนที่มีบารมีขั้นต้นนี้จะเก่งในด้านศีลและ การให้ทาน    ขั้นกลาง   จะพอใจในการทรงญาณและเจริญกรรมฐาน แต่ชวนเขาให้ปฏิบัติจนถึงพระนิพพาน เขาจะบอกว่าไม่ไหว  ทำไม่ได้     ส่วนพวกปรมัถบารมีนี่    พูดถึงพระนิพพาน จะรู้สึกว่า เป็นของไม่ยาก  ต้องการพระนิพพาน นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่บำเพ็ญมาถึงขั้นปรมัถบารมีต้องเป็นพระอรหัตน์ทันทีทันใด ปรมัตถบารมีเริ่มตั้งแต่พระโสดาบัน ทั้งนี้เพราะผู้ที่จะเป็นพระโสดาบัน นั้น จะต้องมีอารมณ์รักพระนิพพาน  เพราะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า พระโสดาบันคือผู้ที่เข้าถึงกระแสพระนิพพาน   คือมีความต้องการพระนิพพานอยู่ในใจ แต่จะถึงหรือไม่ถึงนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
      หรือบางขณะที่ปฏิบัติธรรมเราจะรู้สึกว่า ธรรมบางข้อนั้นพออ่านและนำมาปฏิบัติก็ทำได้ทันที แต่บางข้อต้องใช้ปัญญามากว่าธรรมข้อที่ผ่านมาถึงจะผ่านไปได้ ก็เหมือนกับขั้นของการเป็นพระอริยเจ้า   บางคนปฏิบัติถึงความเป็นพระสกิทาคามี ผลใช้เวลาไม่นาน แต่พอเข้าความเป็นพระอนาคามี ใช้เวลานาน เนื่องจากปัญญาที่ขั้นในการตัดกิเลศและกำลังฌาณต้องเข้มข้นกว่าพระสกิทาคามีมากก็คล้ายบางครั้งต้องปฏิบัติบ่อยๆหลายๆครั้ง จึงจะรู้แจ้ง   
     ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับจริต ของคนเรา  คนเรานี้มีทุกจริต  เพียงแต่ว่าจริตไหนโผล่ขึ้นมาก็ใช้ธรรมะข้อที่เป็นตัวแก้ข่ม   เช่น ขณะที่เราโกรธ  โทสะจริต เกิด ก็ต้องใช้ พรหมวิหาร4  หรือกสิณสีแดง ขาว  เข้าช่วย       ผ่านไปอีกวัน ราคะจริตโผล่ ก็ต้องใช้อสุภะหรือกายานุสติเข้าช่วย    คือต้องรู้เท่าทันอารมณ์เกิด  ก็ต้องข่มมันไว้ถ้ายังตัดไม่ได้   แต่ว่าการระงับอารมณ์ช้าเร็วขึ้นอยู่กับระดับจิตเหมือนกัน เช่น  หากว่าพระโสดาบันเกิดอารมณ์ทางเพศคิดจะข่ม ต้องใช้เวลา  15 นาที  แต่สำหรับพระสกิทาคามี  ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที  เป็นต้น
 

  สุดท้ายถึงจุดที่บารมีเข้มข้นอย่าง พระอริยสาวกในสมัยพุทธกาล พอฟังเทศน์จบเดียว  ท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหัตน์    นั่นก็คือ คนเรานี้ไม่ใช่อยู่ๆ จะฉลาดทันที ต้องอาศัยการเรียนรู้ การฝึกฝน   เหมือนกับ เด็กเกิดมา ยังไม่รู้ว่านั่นเป็นอะไร  นี่เป็นอะไร  พอถึงระดับที่เขาเรียนรู้ได้  มีคนสอน  ปัญญาถึง   ก็สามรถรู้แจ้งในเรื่องนั้นๆได้
     การสำเร็จมรรคผลแต่ละขั้นของแต่ละคนไม่มีใครทำนายได้ล่วง    ขึ้นอยู่ว่าคนๆนั้นเขาขยันปลดกิเลศด้วยปัญญามากน้อยแค่ไหน  อย่างสมมุติมีภรรยากับ สามี     ภรรยา เป็นพระโสดาบัน   สามีเป็นพระสกิทาคามี   ดีไม่ดีผ่านไป 1 ปีภรรยาเป็นพระอนาคามี แต่สามียังอยู่ขั้นพระสกิทาคามี 
      การทรงฌาณนั้นพระพุทธเจ้าเองก็ไม่รับรองว่าบุคคลนั้นเป็นพระอริยะ นั้นเพราะเวลาอยู่ในฌาณ จิตจะสงบ ปราจากนิวรณ์ พอนานๆเข้า เจ้านิวรณ์ไม่โผล่ ก็คิดว่า   เอะนี่เราเป็นพระอริยะขั้นนี้ขั้นนั้น(ถ้าเทียบกับสังโยชน์ 10 )  ตอนนี้เป็นแค่ขั้นที่เราอ่านหนังสือเตรียมสอบยังไม่ได้ลองข้อสอบ
    ทีนี้ก็มาลองสอบดูมั่ง เช่นตัวโกรธ ในขั้นพระอนาคามี  ไม่ใช่เวลามีใครมาด่ามาว่า ก็เข้าฌาณหนี อย่างนี้ก็เผ่นตั้งแต่ยังไม่ทำข้อสอบ   เราต้องคลายฌาณทั้งหมด พอเขาด่า เราหวั่นไหวไหม ความไม่พอใจเกิดขึ้นหรือเปล่า    ถ้ามีก็รู้เลยว่า ที่เข้าใจมาน่ะผิดที่คิดว่าตัวเองได้ขั้นนั้นขั้นนี้  แต่ไม่ใช่ว่าไม่หวั่นไหว จิตเยือกเย็นดี ใครด่าก็ยิ้ม อย่าพึ่งไว้ใจตัวเอง นี่เป็นการทดสอบครั้งแรก เท่านั้น ต้องสอบบ่อยๆ   แต่ที่แน่ๆ เราต้องคิดไว้เสมอว่า ถ้ายังไม่ตายได้เมื่อไหร่ อย่าคิดว่าตัวเองดี  คือให้หาความชั่วของตัวเองทุกวัน      พระท่านบอกว่า คุณสมบัติของคนดีมีเพียงประโยคเดียว   คือ ถ้าตัวเองดีเมื่อใดเมื่อนั้นจะรู้ว่า  คนชั่วในโลกไม่มี    ทั้งนี้เพราะคนดีจะมองเห็นความเป็นธรรมดาหมดไม่ว่าใครจะชั่วเลวยังไงในสายตาของปุถุชนและสังคม  ท่านถือว่าเป็นกรรม   สำหรับคนที่ติโน้นตินี้คือคนที่เขาไม่รู้จัก ธรรมดาของโลก
     ดังนั้นเวลาเราดูข่าวก็ดี บางที ก็ว่า เจ้าคนนี้มันไม่ดีนะ ไม่น่าจะทำยังไง ทำยังนี้  นี่ก็แสดงว่าเรายังไม่ดี เพราะเรามองไม่เห็นความเป็นธรรมดาของโลก
      แบบทดสอบมีมากมายในโลกนี้  ขึ้นชื่อว่าจะสอบตกหรือสอบผ่าน สอบตกก็เริ่มใหม่ได้  ขอแค่อย่างเดียวคือไม่ท้อถอย  อย่างน้อย คลานไปก็ยังดีกว่าหยุดเดิน   สรุปก็คือต้องทดสอบตัวเองจนกว่าจะตาย  อย่าไว้ใจตัวเองเด็ดขาดว่าดี  อย่างบางคน ศีล5 นี่ 10 ปีไม่เคยผิดนะ พอมา ปี ที่ 11  เผลอตบยุงไปตัว ก็รู้เลยว่า ยังเป็นปุถุชนอยู่  อย่าคิดว่า  จำนวนเวลาของการปฏิบัติ ธรรมนี้    ทำให้เราดีขึ้นกว่าเก่า   ตัวอย่างมีมากมาย ที่หลายคนปฏิบัติมาไม่รู้จักกี่ปีกี่ปีแล้วธรรมไม่ก้าวหน้า     
      สิ่งที่น่ากลัวคือเจ้ามานะนี่แหละ  บางทีมันโผล่ ยังไม่รู้ตัว อย่าง พ่อแม่ เตือน เกิดความไม่พอใจ     เข้ามาตอบกระทู้มีคน สนับสนุนความคิดเรา อ่านแล้ว ใจมันฟูแฮะ เจ้ามานะเกิดแล้ว  ดังนั้น  พระท่านจึงสอนไม่ให้ติดในความเป็นพระอริยเจ้า คือ ไม่ต้องไปคิดว่าฉันเป็นขั้นนั้นขั้นนี้  คิดแต่ว่า จะปฏิบัติตามจริยาขอพระอริยเจ้าส่วนจะได้ขั้นไหนก็ช่าง    จะช่วยลดมานะได้มาก  เพราะบางคนหลงความเป็นพระอริยะเจ้า ก็เสร็จ พัง
       ไม่แน่ใจว่าที่พิมพ์มานี่จะออกนอกประเด็น หรือเลยประเด็นก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า ผ่านมาอ่านและผ่านมาตอบก็แล้วกัน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 3 ก.ย. 13, 20:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รบกวนคุณโชติกะตอบคำถามคุณโอ้โหเถอะค่ะ
เพราะหนูนาเชื่อว่า มีหลายท่านรออ่านอยู่ค่ะ
ผู้ที่เข้ามาอ่านนั้น ก็มีระดับความเข้าใจแตกต่างกันไป
และอาจมีทั้งคนที่เข้าใจถูกต้องมากบ้าง
เข้าใจน้อยบ้าง หรือบางท่านอาจไม่รู้เรื่องหรือเข้าใจมาก่อนเลย
ก็หวังจะได้อ่านข้อมูลหลากหลายมาเพื่อประกอบการพิจารณาใน
การที่จะปรับทิฎฐิความเชื่ออยู่ไม่มากก็น้อยค่ะ

การเสวนาในเว๊ปธรรมะนั้น
อันที่จริงก็ล้วนเป็นผู้ที่มีความเคารพในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
ด้วยกันทั้งนั้น และปรารถนาที่จะมุ่งสู่ทางพ้นทุกข์ทั้งสิ้น
ถือเป็นโอกาสอันดีค่ะที่จะมีการเสวนากันด้วยเมตตาจิตเป็นที่ตั้งค่ะ
และเสวนากันด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกันค่ะ

หากเลิกสนทนาไปกลางคันเช่นนี้
เป็นที่น่าเสียดายค่ะ เพราะเชื่อว่าคุณโชติกะเองเป็นผู้มีความรู้
ความสนใจใฝ่ศึกษาทางธรรมะผู้หนึ่ง และที่เข้ามาตอบแสดงความคิดเห็น
ในกระทู้ต่างๆนั้น ก็เพราะมีจิตเมตตาแต่เริ่มแรกที่อยากจะช่วยให้ธรรมทาน
ตามที่ตนเองเข้าใจและเรียนรู้มาจากประสบการณ์ส่วนตัว

กระทู้นี้ไม่ได้เป็นกระทู้แรกค่ะ
ที่มีผู้รู้ทั้งทางปริยัติและปฏิบัติหลายท่านมาสนทนา
ถกธรรมกันด้วยความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
แต่ด้วยความมีเมตตาจิตและความเป็นกัลยาณมิตรเป็นที่ตั้งค่ะ
และด้วยความเคารพในความคิดเห็นและสิทธิ์ที่จะเชื่อของกันและกัน
จึงทำให้การสนทนานั้น มีบรรยากาศที่อบอุ่นและต่อเนื่องจนจบ
ผู้ที่ได้อ่านการสนทนานั้น ก็ได้สาระความรู้ไปประกอบการพิจารณา
เต็มที่ด้วยค่ะ

ใช้พื้นที่เว๊ปนี้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่าค่ะ
เพราะเราโชคดีมากค่ะที่มีเว๊ปนี้ที่เป็นที่ชุมนุมย่นย่อทั้ง
ระยะทางและเวลาได้มาอ่านข้อธรรมะ และคำชี้แนะจาก
ผู้ที่มีภูมิธรรม ภูมิจิตหลากหลายระดับ และมีสิทธิ์ที่จะเลือก
กลั่นกรองข้อมูลธรรมะที่ได้รับนั้นมาย่อยจนตกผลึกสำหรับตนเองต่อไปค่ะ

เจริญในธรรมค่ะ


สาธุครับ คุณ "ผ่านมา" เห็นด้วยกับคุณเมธาพรว่าน่าจะ "ผ่านมา" บ่อยๆ นะครับ ได้ฟังธรรมเย็นๆ คลายร้อนบ้างดีจริงๆ ครับ


เครดิต   ลานธรรมจักร


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
walanprakit
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 26 มี.ค. 14, 07:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
Thank you very much , Sathu Sathu Sathu  q*062
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นิวรธ์ 5
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 9 ธ.ค. 14, 18:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ธุดงค์ในวัดป่าสร้างกุฏิเองปลีกวิเวกจากหมู่คณะฉันมื้อเดียวน้ำปานะไม่ฉันไม่ใช้เครื่องไฟฟ้าภาวนาอานาปานสติเคร่งครัดศีลกุฏิ2x3เมตรมีสัมมาสมาธิเกิดอุเบกขาได้ฌาน4เจริญปัญญาอนิจจัง แล้วทางโลกต้องไปทำงาน8ชม บนถนน2ชมเดี๋ยวแม่เรียกน้องตามเมียโทรหาพ่อถามหาเพื่อนชวนเที่ยวแล้วจิตมันจะนิ่งได้งัยขอรับท่าน q*031
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม