Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: จิตวิญญานออกจากร่างแล้วไปไหน? โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร  (อ่าน 14984 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
จิตวิญญานออกจากร่างแล้วไปไหน? โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



เข้าใจว่าเมื่อเวลาเสียชีวิตไปแล้ว จะมีวิญญาณออกจากร่างเราไป  จริงอย่างที่เขา

ว่า หรือเปล่า


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตคือวิญญาณ  วิญญาณคือจิต  มีชื่อต่างกันเท่านั้น ขณะนี้มี

วิญญาณคือจิตเกิดขึ้น   รู้อารมณ์ทุกขณะ  เมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไป เมื่อสัตว์ทั้งหลายเสีย

ชีวิต คือ จุติจิตเกิดขึ้นดับไป  ปฏิสนธิวิญญาณเกิดต่อทันที ไม่มีการเดินทาง 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การที่เราจะพูดว่า เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว จะมีวิญญาณออกจากร่างเราไป จะว่าพูด

ผิดก็ได้หรือจะว่าจริงอย่างที่พูด ก็คงจะได้อีกแหละครับ       แต่จะต้องประกอบกับความ

เข้าใจอีกเล็กน้อย   คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า  วิญญาณคืออะไร  ร่างคืออะไร  การ

เสียชีวิตเป็นอย่างไรแล้วก็การออกไปนี่ออกไปไหน

          ถ้าพูดว่าวิญญาณออกจากร่างนี่ หลายๆคน    หนีไม่พ้นจินตนาการไป ว่ามีอะไร

รางๆ  เป็นเงาๆ ค่อยๆลอยออกจากร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ ใช่ไหมครับ  แล้วเงารางๆ นั้น  ก็

อาจจะหันกลับมามองร่างนั้น      แล้วก็อาจจะทำท่างงๆ เหมือนไม่เชื่อว่า เอ.....เราตาย

แล้วหรือนี่.....ครับ เป็นความเชื่อหรือจินตนาการที่ผังแน่นในคนทั่วไป  แม้ในพุทธกาล

ก็มีคนพยายามเอาคนที่ใกล้ตายมาเฝ้าดู   เพื่อจะจับเอาดวงวิญญาณ     จนกระทั่งพระ

พุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ

          ถ้าเคยเชื่อและมีจินตนาการอย่างนั้นก็ขอบอกว่า   ไม่ได้เป็นอย่างนั้นครับ   บาง

ทีเราจำมาจากในนิยายหรือหนังจำพวกจิตวิญญาณ เช่น แม่นาคพระโขนง หรือ แดร็กคู

ล่า พอนานๆไปไม่ได้มีการศึกษาให้เข้าใจก็เลยเหมาเอาว่าเป็นจริง  แล้วก็เอาไปหลอก

เด็กๆ ต่ออีกว่า วิญญาณนี่แหละ คือ ผีละ  เห็นไหมครับ   เรื่องไม่มีเหตุผลนี่ คนเราเชื่อ

กันง่ายๆ อย่างนี้แหละครับ

          เวลาคนเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้น่ะครับ  ภาษาอภิธรรมท่านเรียกว่า  ภูมิที่มีขันธ์

5  ชีวิตก็ประกอบด้วยธาตุ 2 ชนิด ชนิดแรกท่านเรียกว่า รูปธาตุ   พูดให้ง่ายๆ ก็คือ ร่าง

กายเรานี่แหละครับ      ส่วนใหญ่ก็ประกอบด้วย ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส อาหาร

และอีกส่วนหนึ่งท่านเรียกว่า  นามธาตุ      หรือจะเรียกว่า   วิญญาณก็ได้       หรือเรียก

ว่าจิตก็ได้  หรือบางที่เรียกธาตุรู้   ประกอบไปด้วยจิต  เจตสิกต่างๆ     เกิดเป็นการเห็น

 ได้ยิน นึกคิด โลภ โกรธ หลง กุศล อกุศล เป็นต้น

          ตอนมีชีวิตอยู่นั้น รูปธาตุ กับนามธาตุ   นี่จะต้องอยู่ด้วยกัน   ทำงานร่วมกัน   รูป

ต่างๆ ถ้าแยกย่อยละเอียดลงไป จะมีการเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว    รูปเกิดได้จาก

สมุฎฐานหรือที่มา 4 อย่าง คือ   เกิดจากกรรม   เกิดจากจิต   เกิดจากอุตุ   และเกิดจาก

อาหาร  ส่วนจิตนั้นก็เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับรูป   แต่จะมีการเกิดดับ

รวดเร็วกว่ามาก     ปัญญาระดับพวกเรานี่     ยังไม่สามารถประจักษ์การเกิดดับได้หรอก

ครับ  ต้องโน่น อย่างน้อย  วิปัสนาญาณขั้นที่ 3 ครับ

          ขณะที่เรามีชีวิตอยู่นี่    รูปธาตุกับนามธาตุก็จะเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน   ทำงาน

รวดเร็ววิจิตร  สลับซับซ้อนมาก   จิตเห็นเกิดสลับกับจิตนึกคิด  เกิดสลับกับการกระทบ

ทางกายสลับกับจิตได้ยิน    มีจิตที่ทำให้เกิด   วาโยธาตุ     ให้ร่างกายเคลื่อนไหว    มี

ภวังคจิต ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ทั้งในยามหลับและตื่น  ต่างๆ นาๆ  ทำงานตลอดเวลาไม่มี

การหยุด

          มาถึงตอนเสียชีวิต   ที่ท่านอาจารย์สุจินต์เคยกล่าวว่า      ภาษาไทยใช้คำพูดที่

เหมาะสมมาก คือ    ถึงแก่กรรม คือ   เมื่อกรรมหนึ่งมาถึงจะมีจิตดวงหนึ่งเรียกว่าจุติจิต

ทำการเคลื่อนจากชาตินี้   เป็นปัจจัยให้ปฎิสนธิจิต     ไปเกิดเป็นบุคคลใหม่ในชาติต่อ

ไป  ร่างกายที่เหลืออยู่จะขาดจิตที่เป็นสมุฎฐานของรูปบางอย่าง ไม่มีการดำรงภพชาติ

ต่อไป    อุตุชรูปที่เหลืออยู่ก็ทำให้รูปร่างกายเปื่อยเน่าทำลายไป

          คือทุกอย่างมีการเกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา   ไม่มีอะไรออกไปไหน  ไม่มีอะไร

เที่ยงไม่มีใครไปจัดการอะไรได้และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีเรา

          มาถึงตอนนี้   คุณประมาท     คงจะตอบเองได้แล้วนะครับว่า     การเสียชีวิตคือ

อะไร   มีวิญญาณออกจากร่างหรือไม่

          หวังว่าคงมีคำถามดีๆ อย่างนี้มาร่วมสนทนากันอีกนะครับ ขอบคุณครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 ตายแล้ววิญญาณไม่ได้ออกจากร่างล่องลอยไปไหนนะคะ     เป็นความเข้าใจที่ผิด

ตามหลักพระพุทธศาสนาตายแล้วเกิดใหม่ทันที   คือเมื่อจุติจิตดับปุ๊บ ปฏิสนธิจิตก็เกิด

ใหม่ติดต่อกันทันทียกตัวอย่าง เช่น นาย P ทำกรรมชั่วไว้มาก  เมื่อจุติจิตของนาย P ดับ

(นาย P ตาย) ปฏิสนธิจิตของนาย P   ก็เกิดติดต่อกันทันที ทำให้นาย P    เกิดใหม่เป็น

เปรต ด้วยกรรมชั่วของตนที่เคยทำมา

     ตามความเชื่อของคนไทย   ที่เชื่อกันอย่างผิดๆว่า  "ผี"   เป็นวิญญาณเร่ร่อนที่หาที่

เกิดไม่ได้แต่นักอภิธรรมจัดผีเป็นเปรต,  อสุรกาย  หรือเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา เปรต,

อสุรกายหรือเทวดา ชั้นจาตุมหาราชิกาไม่ได้เป็นวิญญาณเร่ร่อน   แต่ได้เกิดใหม่ในภพ

ภูมิใหม่แล้ว คือ  เคลื่อนจากความเป็นมนุษย์  ไปเกิดใหม่ใน  เปตภูมิ, อสุรกายภูมิ และ

เทวภูมิทันที

      ดังนั้น  ไม่มีวิญญาณเร่ร่อน   มีแต่สัตว์ที่ตายแล้วเกิดใหม่ทันที    ในภพภูมิที่เหมาะ

สมกับกรรมของตน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 จากที่ท่านผู้รู้กล่าวไว้    ดิฉันอยากเรียนถามว่า             "เมื่อคนเราตายไปจิตหรือ

วิญญาณจะไปจุติในที่ใหม่ทันที"  แต่ในส่วนที่ดิฉันเคยได้ยินจากผู้อื่นมา   บอกว่าญาติ

ของเขาตายไป เขามักจะรับรู้ได้ว่าผู้ตายมาทักบ้าง    มาหาบ้าง    จากความรู้สึกสัมผัส

เป็นกลิ่นเหม็นบ้าง กลิ่นธูปบ้าง

      ในเรื่องนี้ท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่คะตามความคิดของดิฉัน+กับที่ท่านทั้งหลาย

ได้กล่าวไว้ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ใช่หรือไม่คะ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตามหลักพระอภิธรรมจิตเกิดดับทุกขณะ        เมื่อจิตขณะสุดท้ายของโลกนี้เกิดขึ้น

เรียกว่า จุติจิตทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้     และขณะจิตต่อไปเป็นปฏิสนธิจิต

ทำกิจสืบต่อ คือเกิดเป็นคนใหม่ในภพใหม่ทันที      สำหรับภพใหม่ของผู้จากไปมีหลาย

ภูมิ  บางภูมิมีแต่ความทุกข์ทรมานมีภูมินรก เป็นต้น   แต่สัตว์บางภูมิอยู่ใกล้มนุษย์ และ

กำเนิดในโอปปาติกะ เช่น เปรต อสุรกาย  เทพ  เป็นต้น  ก็อาจจะมาหาในรูปแบบต่างๆ

ก็เป็นไปได้    ดังเรื่องในพระสูตรก็มี  แต่ส่วนมากน่าจะคิดเอาเองว่าเขามา


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ที่ท่านได้กล่าวในความเห็นที่หกว่า สัตว์บางภูมิอยู่ใกล้มนุษย์ เช่น เปรต อสุรกาย  เทพ

นั้น ก็อาจจะมาหาในรูปแบบต่างๆ      อยากทราบว่า มาหาในรูปแบบอย่างไร และมาหา

เพื่ออะไร  ปัจจุบันนี้ หลังจากศึกษาธรรมจากบ้านธรรม ดิฉันก็เชื่อว่า ตายแล้วเกิดทันที

เพียงแต่จะเกิดที่ไหนเท่านั้น และดิฉันก็ได้บอกข้อความนี้ต่อคนอื่นๆ ด้วย ทำให้เกิดคำ

ถามตามมาอีกมากมาย          ยกตัวอย่างเช่น คนที่นั่งจดจ้องทำสมาธิแล้วบอกว่า  รู้สึก

เหมือนมีใครซึ่งไม่ใช่คน มาปรากฏตัวให้เห็น  เพื่อขอส่วนบุญ  ดังนี้เป็นต้น


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 10:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสูตรต่างๆ พวกเปรต หรือเทพ มาปรากฏร่างให้

มนุษย์เห็นได้ เพื่อเกื้อกูลบ้าง เพื่อขอส่วนบุญบ้างครับ
 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตายแล้วไปไหน โดยหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง


คราวนี้ก็จะได้นำเรื่องตายแล้วไปไหนมาเล่าอีกตามเคย เรื่องที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องของพระที่ป่วยแล้วตาย เมื่อตายแล้วได้มีโอกาสพบเห็นทางที่มีความสุขและความทุกข์ ที่เรียกว่านรก สวรรค์ และนิพพาน ท่านเจ้าของเรื่องท่านรับรองว่าเป็นความจริงทุกประการ


ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะสงสัยว่า สวรรค์ นรก นั้นเป็นเรื่องที่น่าจะมีได้ แต่คำว่า นิพพานนี้ ตามที่เข้าใจกันตามตำราว่ามีสภาพสูญ คือสลายตัว ไม่มีอะไรเหลือ ความคิดเห็นนี้เป็นความเข้าใจของนักศึกษาทางศาสนามานานแล้ว แต่เมื่อมาพบเรื่องมีผู้ไปนิพพานเข้า ท่านอาจจะสงสัยว่าเรื่องกุขึ้น หรือเป็นอารมณ์ฝัน ตามที่ทางวัดเรียกว่าอุปาทาน คือยึดถือเกินไป เรื่องนี้จะมีอะไรเป็นเหตุผล ควรเชื่อหรือไม่เพียงใด ก็ขอยกให้เป็นภาระของท่านผู้อ่าน สำหรับผู้เล่าเรื่องนี้ขอเล่าตามที่ได้รับฟังมา


เรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ รับฟังมาจาก พระธนะศิริ กันตะศิริ พระวัดราชประดิษฐ์ จังหวัดพระนคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ เรื่องราวของท่านมีดังนี้

เมื่อปี ๒๔๘๘ ท่านมีอายุ ๑๙ ปี ท่านตายไปครั้งหนึ่ง และ พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านตายอีกครั้งหนึ่ง รวมการตายของท่านที่ตายแล้วฟื้นในชีวิตของท่านสองครั้งด้วยกัน เมื่อสมัยท่านอายุ ๑๙ ปี ท่านได้ติดตามญาติของท่านคนหนึ่งไปอยู่ทางภาคอีสานของประเทศไทย ท่านไม่ได้บอกไว้ว่าจังหวัดไหน เมื่อท่านเล่าให้ฟังก็มัวสนใจเรื่องที่ท่านเล่าให้ฟัง ไม่ได้ถามว่าจังหวัดไหนแน่ เอากันว่าท่านอยู่ภาคอีสานชั่วคราวก็แล้วกัน

วันหนึ่งท่านมีอาการปวดฟัน เนื่องจากโรคฟันหรือเหงือกเป็นฝี ที่เรียกว่าโรครำมะนาด ท่านมีอาการปวดมากจนเหลือที่จะทน ท่านจึงไปหาหมอรักษาและทำฟันที่ตั้งร้านรับรักษาและทำฟันในตลาดใกล้ ๆ บ้าน เพื่อให้หมอถอนฟันซี่นั้นออก เมื่อหมอถอนฟันแล้วท่านก็กลับบ้าน หมอที่ถอนฟันเป็นหมอจีน พวกหมอจีนนี้รู้สึกว่ามีวิชารอบรู้มาก มาถึงเมืองไทยแล้วเป็นทุกอย่าง เป็นช่างตัดผมก็ได้ ช่างทองก็เป็น ช่างปรุงอาหารให้คนไทย ทั้ง ๆ ที่อาหารที่คนไทยชอบแกก็ไม่ชอบกิน แต่แกก็สามารถทำให้คนไทยกินพากันติดอกติดใจในฝีมือปรุงอาหารของแก เป็นหมอปลูกฟัน หมอถอนฟัน หมอเสริมทรงเสริมสวย

เรื่องความสามารถของชาวจีนนี้เราทราบกันดี ไม่ว่าที่ไหนที่คนไทยด้วยกันเข้าไม่ถึง พี่แกเข้าถึงทุกด้าน ปริญญาที่ชาวจีนเรียนมานี้ คือปริญญาสามารถโดยไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัย น่าจะขอเรียนต่อจากแกบ้าง จะเป็นประโยชน์มาก


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เอาแล้ว ว่าจะเล่าเรื่องของท่านศิริ แอบมายุ่งเรื่องเจ๊กให้อีก ขออภัยท่านผู้อ่านด้วย มาว่ากันเรื่องของท่านศิริต่อไป เมื่อท่านมาถึงบ้านแล้ว ก็เข้ามาพักตามปกติ (ท่านว่าอย่างนั้น) ครั้นเมื่อถามว่า อาการปวดหายสนิทดีแล้วหรือ ท่านบอกว่าปวดบ้างแต่ไม่มาผม้สึกปวดเล็กน้อย มันปวดตุบ ๆ นิดหน่อย มีอาการคล้ายจะง่วงนอน ก็เลยเอนกายลงนอน ปรากฎเหมือนมีอะไรวิ่งซู่ซ่าตามมือและเท้า จะว่าลมพัดก็ไม่ชัด ว่าพิษความปวดก็ไม่เชิง มีอาการคล้ายมีตัวอะไรสักอย่างหนึ่ง วิ่งจากปลายเท้าและปลายมือ เข้ามารวมจุดกันที่หัวใจ ก็มีอาการคล้ายเคลิ้มหลับ แต่ไม่ใช่หลับสนิท มีอาการเหมือนฝัน

ตามความรู้สึกในขณะนั้น รู้สึกว่าตนเองนอนอยู่ในสภาพเดิมที่นอนอยู่ แต่ทว่าถูกปลุกให้รู้สึกตัวขึ้นด้วยน้ำมือของชายสองคน ชายสองคนนี้มีรูปร่างใหญ่โต ผิวดำล่ำสัน คนหนึ่งยืนอยู่ทางด้านศีรษะ อีกคนหนึ่งยืนอยู่ทางด้านปลายเท้า คนที่ยืนทางด้านศีรษะถือคบเพลิงทองเหลืองจุดแสงสว่างมาก ทั้งสองคนนั้นประมาณอายุก็เห็นจะราว ๆ ๓๐ ปี ทั้งคู่ เขาทั้งสองออกปากชวนว่า

 
“ไปกันเถอะ” ท่านถามว่า “จะไปไหน” เขาก็ชวนว่า “ไปเถอะน่า ไปด้วยกัน”


เมื่อเขาชวน ความจริงตามความรู้สึกแล้วก็ไม่อยากไปกับเขา แต่ดูเหมือนมีอำนาจอะไรในตัวเขาทำให้ท่านต้องลุกจากที่นอน แล้วก็เดินตามเขาไปอย่างคนว่าง่าย เมื่อท่านเดินตามเขาออกจากบ้าน คนที่ยืนทางด้านศีรษะเป็นคนถือคบเพลิงนั้น บอกกับเพื่อนเขาว่า

“นี่คุณเกลอ เอ็งนำไปคนเดียวก็แล้วกันนะ มันคนเดียวและยังเป็นเด็กคงไม่หนีหรอก ส่วนข้าจะไปธุระที่อื่นสักครู่”

เพื่อนเขารับคำแล้วเขาก็แยกทางไป ไม่ทราบว่าเขาไปไหน ท่านเล่าว่า เมื่อขณะที่ถูกคุมตัวมานั้น คนคุมเขาไม่ได้ดุด่าว่าหรือฉุดกระชากลากตัวแต่อย่างใด เขาให้เดินตามเขาไปตามปกติ พอถึงทางสามแพร่ง ตอนนี้ท่านชักไม่ไว้ใจตัวเอง เกรงว่าจะกลับบ้านไม่ถูก เมื่อเข้าถึงทางแยก ท่านพยายามสังเกตุทางที่เดินไว้ทุกระยะ ทั้งนี้เพื่อว่าเมื่อเวลากลับจะได้ไม่หลงทาง พยายามเหลียวซ้ายแลขวาไว้เสมอ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมื่อเดินไกลมานิดหน่อยก็เหลียวหลังเพื่อดูต้นทางที่ผ่านมา เมื่อเหลียวมาข้างหน้าก็แลเห็นประตูใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่กำแพงใหญ่มหึมา เมื่อผ่านประตูเข้าไปเห็นศาลาคล้ายศาลาวัด มีพระกำลังเทศน์ มีคนฟังทั้งชายและหญิงไม่กี่คน ท่านก็นั่งลงยกมือพนม คิดถึงคุณพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อผ่านสถานที่นั้นไปแล้วก็เข้าไปประตูชั้นที่สอง เขาพาไปยืนอยู่ข้างบันไดตึกเตี้ยๆ เขาบอกว่า
 
“คุณหนู เอ็งยืนอยู่ตรงนี้ก่อนนะ คอยฉันอยู่ตรงนี้”


ขณะนั้นเขาคือคนที่มารับก็ยืนอยู่ด้วย คล้ายกับว่าจะคอยใครสักคนหนึ่ง สักครู่หนึ่งก็มีชายรูปร่างสูงใหญ่แต่งเครื่องแบบคล้ายทหารโบราณ มีหลายคนด้วยกัน บางคนถือหอก บางคนถือขวาน เข้าแถวมายืนขนาบท่านอยู่ทั้งสองข้าง ปรากฎว่าทั้งหมดตามที่เขาจำได้มีจำนวน ๖ คน คือคนถือหอก ๓ คน ถือขวาน ๓ คน เขาเข้ามายืนขนาบสองข้างท่าน ตอนนี้ท่านเล่าว่ารู้สึกกลัวขึ้นมา เพราะอยู่ๆ ก็เกิดมาคุมตัวกันเฉยๆ ไม่ยอมแจ้งข้อหาเสียด้วย ไม่เหมือนตำรวจเมืองไทยหรือเมืองจีน เมืองแขกฝรั่งก็คงจะเหมือนๆ กัน คือเมื่อก่อนจะจับเขาต้องแจ้งข้อหาก่อน เป็นต้นว่า

“นี่คุณหนู เธอมีความผิด เพราะเมื่อสามสิบปีก่อนโน้นเธอด่าฉัน”


ถ้าเราบอกว่า “เมื่อสามสิบปีก่อนโน้น ผมยังไม่เกิดครับ ผมจะด่าท่านได้อย่างไร”

เขาก็อาจจะแจ้งข้อหาที่สมควรใหม่ในทำนองว่า “เธอยังไม่เกิด ด่าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็พ่อเอ็งด่าข้านี่หว่า”

ถ้าจะแก้ตัวว่า “เรื่องของพ่อทำไมผมจึงจะต้องรับผิด”

เขาก็อาจจะตอบตามหลักการของนักกฎเกณฑ์ว่า “ ก็ทีสมบัติเอ็งทำไมยังมีสิทธิรับมรดก ทีเรื่องความผิดเอ็งจะไม่ยอมรับไม่ได้ ข้าต้องจับ”


นี่ว่ากันตามประเพณีเมืองมนุษย์ เมื่อจะจับกันเขาก็ต้องแจ้งข้อหาก่อน แต่เมืองผีนี่แปลก อยู่ ๆ ก็มาชวนไป เมื่อไปแล้วก็ไม่บอกว่าจะให้ไปทำไม ไปไหนก็ไม่บอก เมื่อถึงสถานที่แล้วก็ส่งตำรวจผีออกมายืนคุมเอาดื้อ ๆ แปลก ท่านที่ยังไม่เคยตายต้องระวังไว้ เรื่องตายนี้หนีไม่พ้นแน่ ไม่ต้องไปหาฤาษีหรือเทวดาองค์ใดช่วยหรอก เทวดาท่านก็ตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดา ฤาษีท่านก็กำลังรอความตายที่เข้ามาเล่นงานท่านอยู่ทุกขณะลมหายใจเข้าออก แล้วท่านยังคิดว่าท่านจะไม่ตายอย่างนั้นหรือ

เรื่องของความตาย ฟังท่านที่ตายเล่าให้ฟังรู้สึกไม่หนักใจ เพราะคนตายมีอาการคล้ายหลับแล้วฝัน แต่ไม่ดีอยู่หน่อย ตอนที่ตายแล้วมีการลงโทษ เมื่อรับโทษ ความรู้สึกเจ็บนี่สิไม่น่าตาย

คนที่ตายเพื่อหลบหนีเจ้าหนี้ต้องระวังไว้ หนีเจ้าหนี้เมืองมนุษย์นั้นหนีได้ อย่าคิดว่าจะหนีกฎของกรรมที่ตำรวจผีเป็นผู้มีอำนาจควบคุมได้ 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เมื่อท่านเห็นคณะทหารโบราณ หรือนัยหนึ่งที่ท่านเรียกว่าทหารพระยายม มายืนเข้าแถวเป็นกองเกียรติยศอย่างนั้น ท่านรู้สึกหวาดกลัวมาก แต่ก็ไม่มีทางใดที่จะหนีได้ ก็จำต้องยืนให้หน่วยทหารตั้งแถวขนาบตามความพอใจ ครั้นมองไปข้างหน้า เห็นบริเวณนั้นที่มีรูปคล้ายเวทีละคร มีม่านสีดำกั้นอยู่ เหมือนกับฉากโรงมหรสพ เมื่อม่านถูกรูดออก แลเห็นเก้าอี้ตั้งอยู่สามตัว มีชายคนหนึ่งถือบัญชีมีรูปคล้ายสมุดข่อยเดินออกมา แล้วนั่งเก้าอี้ตัวที่หนึ่ง พอแกนั่งแล้วแกก็ไม่พูดกับใคร แกเปิดบัญชีตรวจอยู่คนเดียว ทุกคนในที่นั้นเงียบสงัด เขาตรวจสอบบัญชีอย่างพิถีพิถัน สักครู่หนึ่งชายอีกคนหนึ่งก็เดินออกมานั่งเก้าอี้ตรงกันข้าม คนนี้มือไม่ได้ถืออะไร มาเฉยๆ แล้วคนที่สามก็เดินออกมา คนนี้รูปร่างใหญ่กว่าทุกคน แต่งตัวภูมิฐานกว่าสองคนนั้น ดูท่าทางเป็นคนมีอำนาจ ออกมานั่งเก้าอี้ตัวกลางทำท่าทางเหมือนตุลาการ พอนั่งเรียบร้อย แกก็เริ่มเทศนาโปรดโดยไม่ต้องมีใครนิมนต์

พระเทศน์หรือคนแสดงปาฐกถายังต้องหาคนนิมนต์หรือได้รับเชิญ นี่ว่ากันตามระเบียบเมืองมนุษย์ แต่ที่เมืองผีนี่ไม่ต้องเชิญ แกออกมานั่งได้ก็เทศน์ทันที แต่ทว่าลีลาการเทศน์ของแกไม่เหมือนพระที่เคยได้ยิน พอเริ่มอารัมภบท แกก็เอาเรื่องของท่านศิริมาว่าเลย แกหันหน้ามาทางท่านศิริ แกก็เริ่มด้วยคำว่า

“เอ็งนี่ เป็นคนใจบาปหยาบช้ามาก เมื่อตอนเป็นเด็กเคยเอาก้อนดินขว้างลูกไก่ตาย”

พอท่านนักเทศน์สาธารณะท่านเริ่มแสดงออกมาอย่างนั้น ท่านเล่าว่าสมองของท่านมันมีความรู้สึกจดจำเหตุการณ์ตามที่ท่านนักเทศน์เมืองผีขึ้นมาได้ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อสมัยเป็นเด็กยังอายุน้อยประมาณ ๙ หรือ ๑๐ ปี ตอนนั้นเล่นกับเพื่อน เห็นลูกไก่เดินมา ด้วยความคะนองเอาก้อนดินขว้างไป พอดีถูกลูกไก่ตาย ด้วยใจจริงแล้วไม่คิดจะฆ่า ทำเพื่อหวังการหยอกเย้าด้วยความคะนองเท่านั้น เมื่อความจำปรากฎก็อดสงสัยไม่ได้ คิดในใจว่า เราทำกรรมมาเกือบสิบปีแล้ว และเราก็ทำที่เมืองมนุษย์ ทำไมตาผีใหญ่คนนี้จึงรู้ได้

เมื่อเห็นเขาทราบตามความจริงโดยไม่ต้องบอก ก็ชักหวาดหวั่นใจ พอนึกเท่านั้น ท่านตุลาการใหญ่เมืองผีก็หันมายิ้มอย่างเมตตา แล้วพูดว่า
 
“เอ็งไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะทำดีหรือชั่วในที่ลับตาคนหรือทำที่ไหน ๆ ก็ตาม ทางเมืองผีนี้รู้ทุกอย่าง ไม่มีทางปกปิดได้”

เมื่อได้ยินเขาพูดและตรงตามที่ใจนึก ก็สงสัยใหญ่และหวาดหวั่นมากขึ้น คิดว่าเขารู้อาการความนึกคิดได้อย่างไร พอนึกเท่านี้แกก็หันมาพูดว่า
 
“รู้ใจคนและสัตว์ได้เสมอ เพราะพวกเราทำบุญมาพอ”

แล้วท่านเทศน์ต่อไปอีกมากมาย ตอนนี้ไม่ตรงตามความเป็นจริง เมื่อท่านนักเทศน์หรือพระยายมเทศน์จบ ท่านก็ค้านทันที โดยรายงานว่า

“ข้อแรกที่ท่านว่า ข้าทำไก่ตายเมื่อเป็นเด็กเล็ก ข้อนั้นเป็นความจริง ส่วนข้อกล่าวหานอกนั้นไม่มีความจริงเลย ข้าไม่เคยชั่วหยาบอย่างนั้น”

เมื่อท่านศิริท่านคัดค้านขึ้นมา คราวนี้ก็เกิดความวุ่นวาย แทนที่เขาจะหวนกลับมาดุหรือตวาดแหวๆ อย่างท่านนักสอบสวนขี้โมโหทั้งหลาย แกกลับหันหน้าไปหานายบัญชีคนที่ดูตำราตลอดเวลา แล้วถามว่า
 
“นี่เรื่องมันยังไงกัน คนที่ให้ไปเอามานั้นอายุเท่าไร”

นายบัญชีเรียนว่า “อายุ ๑๓ ปีเจ้าค่ะ”

ท่านตุลาการใหญ่ (ขอเรียกว่าพระยายม ตามศัพท์ทางศาสนา) หันมาถามท่านศิริว่า

“นี่พ่อหนู เวลานี้เธออายุเท่าไร”


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แปลกใจนิดหนึ่ง ที่แกเทศน์เอา ๆ แล้วแทนที่แกจะคิดว่าท่านศิริเป็นศัตรูที่ท่านคิดจะลงโทษ โดยที่จะผิดหรือไม่ผิดก็ลงโทษ เพราะไหน ๆ ก็ได้ลงทุนลงแรงจับมาแล้ว แกไม่เป็นเช่นนั้น พอค้านว่าไม่ใช่อย่างนั้น กรรมชั่วนอกจากขว้างไก่ตายไม่เคยทำอะไรเท่านั้น ใบหน้าที่เคยเห็นเข้มข้นน่ากลัว ก็กลายเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเมตตาปรานี น้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็แสดงออกให้เห็นว่าเมตตาอย่างสุดซึ้ง ทำให้มีกำลังใจขึ้นอักโข เมื่อท่านหันมาแล้วถามถึงอายุปัจจุบัน ได้เรียนท่านว่า

“ขณะที่เขาไปเอานี้อายุ ๑๙ ปีเศษ แต่ชื่อไปตรงกับคนที่เขาให้ไปเอามา”

ตอนนี้ท่านพระยายมตกใจมาก ท่านรีบเรียกคนที่ไปรับมาว่า

“เจ้านี่ชุ่ยมาก ทำไมไม่ตรวจตราดูให้ดี ไปจับผิดจับถูกอย่างนี้มีความเสียหายมาก ต้องรีบเอาตัวเขาไปส่งโดยเร็ว ถ้าทางบ้านเขาจัดการเผาร่างกายหรือเอาไปฝังจะมีเรื่องใหญ่ ต่อไปต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง ถ้าขืนทำชุ่ย ๆ แบบนี้อีกจะถูกลงโทษอย่างหนัก”

เรื่องนี้เป็นบทเรียนอีกอย่างหนึ่งว่า เรื่องชุ่ย ๆ นี้ไม่ใช่จะมีแต่เมืองมนุษย์เท่านั้น เมืองผีก็ชุ่ยเหมือนกัน ต่างกันอยู่นิดหนึ่งที่เมืองผียอมรับนับถือผลประโยชน์ของจำเลย เมื่อจับไปแล้วปรากฎว่าไม่มีความผิด เพราะจับตัวผิดก็ไม่ขังฟรีเพราะสอบสวนไม่สำเร็จ และไม่ลงโทษตามอารมณ์ เหมือนเมื่อสมัยอินโดจีนเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส สมัยนั้น ถ้าลงชาวเมืองขึ้นถูกจับแล้ว ถ้าสอบสวนจำเลยหรือผู้ต้องหาไม่รับ เขาจะสั่งขังคุกขี้ไก่หรือตอกเล็บ คือเอาเหล็กตอกสวนปลายเล็บเข้าไป แล้วมีวิธีการต่าง ๆ เป็นการทรมานให้ยอมรับ ผู้ต้องหาทนการทรมานไม่ไหวก็ต้องจำยอมรับผิดทั้ง ๆ ที่เขาผู้นั้นไม่มีความผิด

ที่พูดนี้ ไม่ใช่จะยุท่านให้เกลียดฝรั่งเศสหรือเกลียดใครในเมืองมนุษย์ เพียงแต่เอามาเปรียบเทียบกันว่า ใครจะมีความเที่ยงตรงมากกว่ากัน เรื่องของท่านศิรินี้แสดงให้เห็นว่า เมืองผีมีความยุติธรรมมากกว่าเมืองมนุษย์ ถ้าท่านสงสัยก็ไม่ต้องพยายามสอบสวน เพราะอีกไม่นานอย่างช้าไม่เกินร้อยปี ทุกท่านก็ต้องไปเมืองผีเหมือนผู้เล่า มาว่าเรื่องของท่านศิริต่อไป เมื่อท่านพระยายมผู้น่าเคารพที่เต็มไปด้วยความยุติธรรม และเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี ได้สั่งให้คนนำกลับมาส่งตอนจะออกเดิน ท่านสั่งว่า

“นี่เจ้าโคล่ ก่อนที่จะนำเขาไปส่ง ไหน ๆ เขาก็ได้มีโอกาสมาในที่นี้แล้ว พาเขาชมการลงโทษคนที่สร้างความชั่วไว้สมัยเมื่อเป็นมนุษย์ เพื่อจะได้ทราบตามความเป็นจริงว่า คนที่เกิดมาแล้วมีความประมาท ไม่คิดว่าตัวจะตาย ทั้ง ๆ ที่คนอื่นเขาตายให้เห็นเป็นปกติ แล้วประกอบกรรมทำความชั่ว ไม่เคารพในทาน ศีล ภาวนา ต้องมีโทษทัณฑ์อย่างไรบ้าง พาเขาไปชมให้ทั่ว แล้วจึงค่อยนำเขาไปส่ง”

เมื่อท่านมีบัญชาให้นายตำรวจผีนำท่านไปชมแล้ว ท่านศิริเล่าให้ฟังต่อว่า ท่านพระยายมท่านหันมาพูดด้วยอัธยาศัยไมตรีเป็นอย่างดี ท่านสั่งมาว่า

“คนทุกคนเมื่อสิ้นลมปราณตายจากมนุษย์แล้ว ต้องผ่านมาเพื่อให้สอบสวนก่อน ทั้งนี้เว้นไว้แต่ท่านที่อารมณ์เข้าถึงระดับฌานและตายในฌาน ท่านพวกนั้นไม่ต้องผ่านการสอบสวน เมื่อออกจากร่างมนุษย์แล้วก็ไปสู่สถานที่สมควรคือสวรรค์หรือพรหมทันที คนที่เกิดเป็นมนุษย์สร้างแต่ความดี คือทำบุญกุศลมากก็จะมีโอกาสได้รับความสุข และได้กลับไปเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสั่งสมบารมีเร็วเข้า ถ้าสร้างแต่ความชั่วก็จะถูกทรมาน นานมากกว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ เพราะชดใช้กรรมชั่วที่ตัวทำไว้กว่าจะสิ้นกฎของกรรม”


ท่านได้กรุณาสั่งว่า

“เธอ ต่อไปเมื่ออายุได้ ๒๗ ปี เธอจะต้องตายจากมนุษย์เพราะครบกำหนดตามเวลาที่เจ้าจะเกิดเป็นมนุษย์ เจ้าจงอย่าทำกรรมชั่วใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าขืนสร้างกรรมชั่ว จะต้องถูกลงโทษตามกฎของกรรม”

เมื่อท่านสั่งเสร็จ ก็มีบัญชาให้นายตำรวจผีนำไปชมการลงโทษชาวเมืองนรก ท่านนายตำรวจผีแสนจะชุ่ย เพราะจับท่านไปอย่างไร้การพิจารณา ก็พาท่านขึ้นไปบนตึกสามชั้น บนตึกนั้นมีห้องเป็นลูกกรงเหล็ก มีคนถูกขังอยู่มากมาย แต่เงียบสงัดหาเสียงพูดไม่ได้เลย ตอนนี้เป็นที่น่าเสียดายอยู่หน่อยหนึ่งที่ท่านศิริบอกให้ทราบขณะที่เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นท่านไม่มีกำลังใจจะดูอะไรเลย มีความหวาดกลัวเป็นกำลัง มีความประสงค์อย่างเดียว คืออยากให้คนที่เขาพามาส่งนั้น ส่งให้ถึงที่อยู่อย่างเดียว เขาจะเตือนว่าท่านพระยายมกรุณาให้ชมก็ควรชมให้ตลอด เพราะยากนักที่จะได้มาเห็นตามความเป็นจริง แต่ท่านก็ไม่ยอมเพราะคิดถึงบ้านและญาติพี่น้องจนเหลือทน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องของผีที่ตายจากความเป็นคน แล้วคิดถึงห่วยใยคนที่มีชีวิตอยู่นี้ ท่านคงจะทราบจิตใจของผีแล้วว่า ทุกคนที่ตายจากความเป็นคนแล้ว ไม่มีใครลืมสภาพเมื่อยังไม่ตาย และเรื่องการตายที่คิดว่าสิ้นทุกข์ก็ไม่ตรงตามความเป็นจริง ทุกเรื่องที่ท่านอ่านมาแล้ว ท่านเคยเห็นไหมว่ามีเรื่องใดบ้างที่คนตายไปแล้วมีสภาพสลายตัว ไม่มีความรู้สึกเย็นร้อนทุกข์สุข หาไม่ได้เลย ทุกท่านที่ตายแล้วกลับฟื้นคืนมา หรือตายแล้วเกิดใหม่ ทุกท่านรายงานเหมือนกันหมดว่า ทุกอย่างมีสภาพตามเดิม หมายถึงความรู้สึกของจิตใจ มีสุขมีทุกข์เหมือนเดิม

ที่ว่าตาย ก็ปรากฎว่าตายแต่สังขารร่างกาย อีกส่วนหนึ่งกลับมีสังขารร่างกายใหม่เกิดขึ้นมาทดแทนร่างกายเดิม มีทุกอย่างเหมือนกัน ความรู้สึกก็เท่าเดิม มีทุกข์มีสุขเหมือนกัน ท่านอ่านแล้วท่านสงสัยหรือไม่ว่า เจ้าสังขารที่มีมาแทนสังขารที่สิ้นลมปราณแล้วนั้นมันมาจากไหน ถ้าสงสัยก็คิดเอาเพียงง่าย ๆ ว่า เมื่อเวลาที่ท่านนอนหลับ แล้วฝันว่าไปทางไหนทำอะไร มันมีร่างกายตามสภาพเดิม ทำอะไรได้ทุกอย่าง มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนสังขารที่นอนหลับปุ๋ยอยู่นั้นทุกอย่าง สังขารอันนั้นมันมาจากไหน ถ้ายังสงสัยก็ต้องขอผ่านไปก่อน


ตอนนี้พูดถึงเรื่องของท่านศิริต่อไป เพราะเรื่องของท่านยังไม่จบ ท่านยังจะตายให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงการตายวาระที่สองต่อไป ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านขอร้องให้นายตำรวจผีมาส่งท่าน เขาก็ไม่ขัดใจ เขาพาเดินมาเพื่อส่งให้ถึงบ้าน เมื่อเดินได้เล็กน้อย เขาก็บอกว่า

“ต่อไปนี้เธอไปเองเถิด อีกไม่ไกลก็ถึงบ้าน”

ท่านบอกว่า ท่านพยายามขอร้องให้เขาเดินมาส่งอีก เขาไม่ยอม เขาบอกว่า

“เดินไปเถอะ ประเดี๋ยวก็ถึง”

ว่าแล้วเขาก็หันหลังกลับ ท่านไม่รู้จะขอร้องให้เขาพาไปส่งได้อย่างไร ก็ตั้งใจหันกลับเพื่อจะเดินทางต่อไป ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าทางที่จะไปบ้านนั้นไปทางไหน พอหันหลังหวังจะเดินต่อไป ก็ปรากฎว่าเท้าไปสะดุดรากไม้เข้า ท่านล้มลง ต่อนั้นก็มีอาการคล้ายหวิวเหมือนตกจากที่สูง แล้วก็รู้สึกตัวว่ามาปรากฎอยู่ในร่างเดิม มีอาการคล้ายหลับแล้วฝันไป และตื่นขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้น เห็นคนที่บ้านมีพี่สาวหลายคน ทุกคนมีอาการคล้ายร้องไห้ เมื่อเห็นท่านรู้สึกตัว ต่างก็พูดว่า

“ฟื้นแล้ว ๆๆ”

เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ท่านว่ารู้สึกกระหายน้ำมาก ขอน้ำเขาดื่ม และหิวข้าวเป็นกำลัง ได้ขออาหารมารับประทาน รู้สึกว่าอาหารมื้อนั้นอร่อยมาก อาการที่ปวดฟันก็หายไปสิ้น ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดเลย ต่อมาก็ได้เล่าเรื่องที่ผ่านมาให้ทุกคนฟัง ทุกคนต่างพากันแปลกใจและดีใจที่ท่านไม่ตาย ตอนนี้เป็นการตายครั้งแรก ยังมีการตายวาระที่สองต่อไป

เมื่อท่านอายุ ๒๗ ปี ๕ เดือน ท่านต้องตายตามคำที่ท่านพระยายมบอกว่า เรื่องตายตามกำหนดนี้ นี่น่าคิดมากเพราะตามเรื่องของบุญชู ก็มีคนตายตามกำหนดที่เขาบอกมา มารายนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน ดูเหมือนว่าคนและสัตว์ที่เกิดมาแล้วนี้ ไม่มีอะไรเป็นของตัวเลย ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในอำนาจของกรรมหรือตามบัญชาของท่านที่มีอำนาจเหนือ ที่เราชอบเรียกว่าพญามัจจุราช หรือพระกาล เมื่อถึงวาระแล้วไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่ศาตราจารย์นักคิดทั้งหลายที่นิยมคิดฝืน คือคิดไม่อยากให้แก่ ไม่อยากป่วย ไม่อยากตาย ทุกท่านคิดได้อย่างอิสระเสรี แต่ว่าผลที่ท่านคิดนั่นสิ ไม่มีอะไรสมหวังเลย ท่านเองนั่นแหละในที่สุดก็หัวหงอก ฟันหัก สิ้นความผ่องใส แล้วก็ตายในที่สุด 


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เป็นอันว่า เรื่องการตายเป็นกฎธรรมดาที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ถ้ายอมรับว่าตัวจะต้องตาย และคิดไว้ว่าเมื่อเป็นคนก็อยากเป็นคนดี มีความสุข เป็นผีก็อยากเป็นผีดี เป็นผีที่มีความสุข คนที่เมื่ออยู่เป็นสุข ตายแล้วก็เป็นสุข จะทำอย่างไรจะไม่อธิบาย ท่านจะได้ทราบในเรื่องของท่านศิริ ตอนที่ท่านตายในวาระที่สอง ดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้

เมื่อถึงกำหนดที่ท่านพระยายมบอกมาว่า อายุ ๒๗ ปี เจ้าต้องตาย เมื่ออายุย่างเข้า ๒๗ ปี ๕ เดือน ก็เริ่มป่วยเจ็บออดๆ แอดๆ ตลอดมา เป็นอย่างนั้นประมาณปีเศษ โรคที่เป็นก็คือโรคกระเพาะอักเสบ แพทย์แนะนำให้ผ่าท้องเพื่อตัดกระเพาะส่วนที่เสียทิ้ง อาการได้ดีขึ้น และจะพ้นจากการทรมานจากโรคร้าย ท่านและญาติทุกคนก็เห็นชอบด้วย เมื่อถึงกำหนดเวลาที่หมอจะทำการผ่าตัดคือเวลา ๙.๓๐ น. หมอเอายาสลบวางเพื่อให้หมดความรู้สึก เป็นการสะดวกต่อการผ่าตัด

เมื่อหมอให้ยาสลบแล้ว ก็ปรากฎว่าพบสหายเก่าทั้งสอง คือชายร่างใหญ่ตัวดำสองนายนั้นมายืนคอยอยู่แล้ว ท่านว่าตอนนั้นท่านมีความรู้สึกว่า สัญญาใดที่พระยายมให้ไว้มาถึงท่านแล้ว เพราะจำเจ้านายตำรวจผีสองนายนั้นได้ดี เขาเริ่มชักชวนตามแบบเดิม ท่านก็ไม่ขัด เพราะยังจำคำของพระยายมได้ว่า อายุ ๒๗ ปี เธอจะต้องตาย

คำว่า ตาย แปลว่า วิญญาณออกจากร่างเดิม ไม่ใช่ตายแล้วไม่รู้เรื่อง คราวนี้ท่านบอกว่า ก็ไปตามแบบเดิม แต่ไม่ต้องไปยืนให้ทหารหน้ามุ่ยร่างกายกำยำขนาบข้าง เขาพาเข้าเฝ้าเลยทันที พอถึงพบพระยายมท่านนั่งคอยอยู่แล้ว แต่ทว่าระหว่างที่เดินไปก่อนจะถึง จะเป็นเพราะชินต่อทางเดินหรืออย่างไรไม่ทราบ รู้สึกปกติ ไม่หวั่นไหวเหมือนคราวก่อน

ก่อนจะถึงสำนักพระยายม ท่านได้เห็นการลงโทษสัตว์นรก คือคนที่ทำชั่วในเมืองมนุษย์แล้วตายไป สิ่งที่ท่านเดินผ่านและเห็นนั้นคือกระทะต้มน้ำร้อนใบใหญ่มาก มีน้ำร้อนเดือดพล่าน น้ำนั้นไม่ใส มีสภาพคล้ายน้ำหลอมทอง มีความร้อนสูงมาก มีเจ้าหน้าที่สองคนยืนอยู่ใกล้กระทะ มีคนที่ถูกลงโทษยืนเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบหลายคนด้วยกัน ในกระทะมีคนที่ถูกต้มลอยอยู่ในนั้นหลายคน ในน้ำร้อนมีเปลวไฟแลบอยู่ตลอดเวลา

ข้างๆ กระทะมีคนที่ถูกต้มจวนจะสิ้นแรง ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่เอาขึ้นมา แล้วให้นั่งอยู่ใกล้ๆ กระทะนั่งร้องครวญครางอย่างน่าสงสารอยู่หลายคน คนที่กำลังลอยอยู่ในกระทะนั้น ดูเหมือนจะร้องครวญครางอย่างน่าสงสารอยู่หลายคน คนที่กำลังลอยอยู่ในกระทะนั้น ดูเหมือนจะร้องเหมือนกันแต่คงร้องไม่ทัน พอจะได้ยินเสียงร้องก็ต้องหมุนตัวกลับลงก้นกระทะเพราะความแรงของน้ำที่เดือดพล่าน ทำให้ทรงตัวอยู่ไม่ได้ มองดูตัวเห็นเนื้อหนังเปื่อยยุ่ยแต่ไม่มีใครตาย

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ควบคุมนั้นก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติคือ เมื่อเห็นว่าคนที่กำลังถูกต้มสลบไสลคอพับคออ่อนหมดกำลังดิ้นแล้ว แกก็เอาสามง่ามเหล็กแทงคนที่มีสภาพอย่างนั้นขึ้นจากกระทะทีละคน ทำแบบสบายใจ ไม่รีบร้อน แล้วก็เอาสามง่ามเหล็กนั่นแหละแทงคนที่เอามาพักไว้ ให้ลงไปในกระทะทีละคน คล้ายกับคนทอดกล้วยทอด ดูแกไม่มีความรู้สึกสงสารเลย ทำเหมือนคนพวกนั้นไม่มีชีวิต คิดๆ ไปก็คล้ายกับคนต้มสัตว์ มีปลาเป็นต้น ปลาจะร้อนหรือไม่ ไม่มีความห่วงใย ค่อยๆ จับใส่หม้อทีละตัวสองตัว แทนที่จะสงสาร กลับมีปีติคือคิดว่า อีกประเดี๋ยวเถอะฉันจะกินแกให้อร่อย สมกับที่ตั้งใจไว้ แต่พวกพนักงานในเมืองนรกไม่ได้กินสัตว์นรกเหมือนคนกินปลา คงทำตามหน้าที่เท่านั้น ถ้าหากมีสิทธิกินได้ด้วย คงจะลดค่าครองชีพได้มากทีเดียว

เมืองนรกนี้แปลกไม่รู้จักหากิน เมืองเราคนเก่งกว่าผี คนที่มีฟันดีดีสามารถกินจอบกินเสียมกินหินกินทรายได้ทุกอย่างที่ต้องการ เรื่องของคนที่มีความสามารถไม่สิ้นสุด พูดไปก็เป็นภัยแก่ปาก ถ้าขืนพูดมากปากจะมีเลือด ไม่พูดดีกว่า ว่ากันถึงเรื่องของผีดีกว่า


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ในระยะต่อมา ท่านไปพบต้นไม้มีหนาม ต้นไม้ต้นนี้ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้กระมัง ศัพท์ภาษาวัดท่านเรียก ฉิมพลีนรก แปลว่า นรกมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าต้นงิ้ว ต้นไม้ต้นนี้ไม่ว่าใครทั้งนั้นที่มีอารมณ์ชอบเนื้อสดนอกกฎหมาย เป็นมีหวังได้ไปแสดงงิ้วบนต้นงิ้วนี้ทุกคน มันมีหนามแหลมคม ในภาพเหมือนสปริง มีคนไต่อยู่บนต้นงิ้วมากมาย ต้นไม้นี้เขาปลูกไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่หาใบสักใบไม่ได้เลย มีแต่หนาม คนที่จะขึ้นก็แสนสบาย เพราะถ้าไม่อยากขึ้นเอง เจ้าหน้าที่ก็ช่วยส่งขึ้นให้ วิธีส่งก็คือเอาหอกแทงเข้าที่ใดที่หนึ่ง แล้วก็ยกขึ้นไปบนต้นงิ้ว

เมื่อขณะที่คนพวกนั้นไต่อยู่บนต้นงิ้ว หนามทั้งแหลมคมก็ทิ่มแทงเอาจนเลือดไหลทั่วกาย เมื่อไต่ขึ้นไปถึงยอดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บังคับให้ไต่ลงมา เมื่อได้ระยะหอกแกก็เอาหอกแทงสอยขึ้นไป บังคับให้ไต่ขึ้นไปอีก ทำอยู่อย่างนี้ ไม่ได้ถามคนมารับว่าเมื่อไรจะได้พักกันเสียที และก็ไม่ได้ถามเขาด้วยว่าทั้งสองรายนี้มีโทษเพราะบาปอะไร ด้วยรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า กระทะต้มนั้นตามความรู้บอกว่า เพราะชอบฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตกินเป็นอาหาร รายที่สองนั้นเป็นนักนิยมเนื้อสดนอกกฎหมาย หรือนอกใจผัวนอกใจเมีย เป็นอันว่ารู้กันทั่วแล้วไม่ต้องอธิบาย ท่านพูดแล้วก็หัวเราะชอบใจ ท่านที่นิยมเหตุทั้งสองประการ โปรดรับทราบไว้ด้วยไหนๆ ก็จะถูกลงโทษ ถ้ายั้งได้ก็ยั้ง ถ้ายั้งไม่ได้จะขยุกใหญ่ก็ตามใจเถิด ผู้เล่าไม่ขอขัดคอใคร

เมื่อผ่านสถานลงทัณฑ์ทั้งสองแห่งไปแล้ว ท่านว่า ท่านเดินขึ้นบันไดต่ำๆ ก็บันไดเดิมนั่นเอง ที่เคยขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง เรื่องการผ่านไม่เล่ากันดีกว่า มันก็แบบเดิม ตอนที่เดินผ่านไปนั้น คราวนี้ไม่เหมือนคราวก่อนก็คือ เห็นไก่อูยืนอยู่ ๒-๓ ตัว กำลังหาอาหารกินเหมือนกัน มันอยู่กันที่สนามบัลลังก์พระยายมนั่นเอง คิดในใจว่าพระยายมนี่ก็ชอบเลี้ยงนกเลี้ยงไก่เหมือนกัน แต่พอเข้ามาถึงสำนักพระยายม ปรากฎว่าวันนี้ท่านมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว เมื่อยืนหน้าบัลลังก์ เจ้าไก่อูฝูงนั้นที่คิดว่าเป็นไก่ที่พระยายมเลี้ยงไว้ และนกกระจาบก็เหมือนกัน มันกลายเป็นโจทก์ไป


ท่านเองตกเป็นจำเลยของไก่และนกกระจาบ เจ้าไก่อูตัวใหญ่เข้ามาก่อน มันพูดภาษาคนได้คล่องแคล่วและชัดเจน มันฟ้องว่า  “ท่านศิริฆ่ามันสองครั้งสองหน”

และเจ้าไก่ทุกตัวก็ฟ้องทำนองเดียวกัน มันรายงานว่า  “ท่านศิริใจคอโหดร้ายมาก เอามันเชือดเป็นอาหาร”

ฝ่ายเจ้านกกระจาบก็รายงานว่า “ท่านศิริเอาปืนยิงพวกมัน”

ท่านว่า ตายคราวนี้แย่กว่าคราวก่อน เพราะคราวก่อนไม่มีโจทก์ คราวนี้โจทก์มากมายเหลือเกิน ต่างก็ยืนยันว่าจำท่านได้

ถามท่านว่า เมื่อเจ้าพวกนั้นกล่าวโจทก์ท่าน ท่านมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ท่านบอกว่า พอสัตว์พวกนั้นโจทก์ขึ้นมา ท่านเองก็นึกเหตุการณ์ต่างๆ ได้หมด คือเมื่อท่านอายุ ๑๗ ปี ก่อนที่ท่านตายครั้งแรก ๒ ปี ท่านฆ่าไก่อูตัวนั้นจริง ท่านเชือดหลอดลมขาดแล้วมันยังวิ่งไปได้ ท่านจึงไปจับมาเชือดใหม่จนมันตายจึงทำอาหารกิน ส่วนไก่อื่นๆ ท่านก็ฆ่าจริง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เจ้านกกระจาบนั้นท่านว่าในปีอายุ ๑๗ นั่นเอง ท่านไปยิงที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ท่านใช้ปืนลูกซองยิงนกกระจาบคราวละครึ่งปีบน้ำมันหลายคราว

ถามท่านว่า “คิดที่จะปฏิเสธบ้างหรือไม่”

ท่านบอกว่า “อารมณ์ที่จะปฏิเสธไม่มีเลย เมื่อเขากล่าวหาตรงตามความเป็นจริงมันก็หมดกำลังใจที่จะคิดต่อสู้แล้ว”

ท่านว่า ท่านมีโจทก์ฟ้องรายการเท่านั้น นอกนั้นไม่มีใครเป็นโจทก์อีก
 
เมื่อถามท่านว่า “หลังจากตายวาระแรก สมัยอายุ ๑๙ ปีแล้ว ท่านทำบาปกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า”

ท่านบอกว่า “ไม่เคยทำบาปเลย เจ้ากรรมฆ่าสัตว์นี้มันเป็นกรรมสมัยก่อนตายวาระแรกทั้งนั้น”


เมื่อเจ้าไก่และนกกระจาบโจทก์ฟ้องแล้ว ท่านพระยายมท่านก็กล่าวว่า  “เจ้าทำกรรมชั่วไว้มาก ถึงเวลาแล้วที่จะต้องชดใช้กรรม”

ความจริงท่านไม่ดุ ไม่ตวาด ท่านพูดอย่างคนมีเมตตา คือน้ำเสียงนิ่มนวล พูดเพราะพริ้ง แสดงว่าท่านมีเมตตาปรานี แต่กรรมที่ท่านทำนี้มันเป็นกฎลงโทษ พระยายมช่วยไม่ได้ คล้ายผู้พิพากษาเมืองมนุษย์ แม้จะมีความเมตตาปรานีจำเลยเพียงใดก็ตาม ถ้าปรากฎว่ามีพยานหลักฐานยืนยัน ก็จำต้องพิพากษาตามกฎหมาย พระยายมก็เหมือนกัน ท่านได้บอกว่า

“เมื่อถึงวาระชดใช้กรรม ก็ต้องจำต้องชดใช้ตามกฎของกรรม เรื่องการที่จะมีโทษมีทุกข์ประการใดนั้น มิใช่ใครจะเป็นคนบัญญัติให้ลงโทษอย่างนั้นอย่างนี้ กรรมที่ทำมาเองนั่นแหละเป็นผู้บังคับให้เป็นไป เธอต้องไปเกิดเป็นไก่ เป็นนกกระจาบ แล้วถูกเขาฆ่าเท่าอายุสัตว์แต่ละตัวจนกว่าจะครบกำหนด หมายความว่าถ้าสัตว์มีอายุสองปีต่อหนึ่งตัว ก็ต้องเกิดเป็นสัตว์ตัวนั้นให้เขาฆ่าสองครั้ง จนกว่าจะครบอายุและจำนวนสัตว์ที่ถูกฆ่า”

เสียดายที่พระยายมไม่ได้บอกมาว่า คนที่ฆ่านั้นจะไม่ต้องมีโทษเนื่องในการฆ่าสัตว์ น่าแปลกที่สัตว์ต่างๆ เกิดมาเพื่อถูกฆ่า แต่คนฆ่ากลับมีโทษ ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี เล่าต่อไปดีกว่า พระยายมยังบอกต่อไปว่า

“ความดีของเจ้าก็มีมาก หลังจากชดใช้กรรมชั่วแล้ว เจ้าจะได้เกิดเป็นเทวดา เพราะผลบุญที่เจ้าทำไว้ เมื่อหมดวาระจากเทวดา เจ้าจะได้เกิดเป็นมนุษย์ใหม่”

มันยุ่งจริงนะ ให้เป็นเทวดาตลอดกาลก็ไม่ได้ จะได้ไม่ต้องมาเสี่ยงเวรเสี่ยงกรรมอีก ดีไม่ดีเกิดมาใหม่ ถ้าดันไปชอบเนื้อสดนอกกฎหมายเข้า จะต้องไปไต่ต้นงิ้วเข้าอีกจะลำบากใหญ่ ท่านพูดแล้วก็หัวเราะชอบใจ ต่อนั้นท่านพระยายมก็มีบัญชาให้เจ้าหน้าที่นำไปเพื่อเกิดเป็นไก่ เมื่อท่านกำลังเดินเพื่อออกนอกสถานที่นั้นเอง มีเสียงดังมาทางหลังว่า

“ช้าก่อน ๆ ๆ อย่าพึ่งลงโทษเขา ความดีของเขายังมีอยู่”

ท่านเหลียวหลังไปดู เห็นเต่าตัวหนึ่งคลานมา และร้องว่ามาตามที่กล่าวแล้ว ท่านพระยายมถามว่า “เขามีความดีอะไร”


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เต่าให้การว่า “ครั้งหนึ่งที่เขามีชีวิตเป็นเต่า มีคนชอบดื่มสุราจับเอาไปหวังจะฆ่าเพื่อทำอาหารแกล้มสุรา คนๆ นี้ได้ช่วยให้เขารอดชีวิต คือขอซื้อจากนักเลงสุรานั้น แล้วเอาเขาไปปล่อยไว้ในสระวัดหนึ่ง เมื่ออยู่ในสระนั้น พระท่านเอาอาหารมาเลี้ยงอิ่มหนำสำราญ เขาอยู่มาจนสิ้นอายุขัย จึงตายตามสภาพของการสิ้นอายุ”

พยายมถามว่า “มีหลักฐานอะไรเป็นเครื่องยืนยัน”
 
เต่าบอกว่า “เขาเขียนชื่อติดไว้ที่อก” เขาจึงนอนหงายเพื่อแสดงหลักฐาน
 
เมื่อเจ้าหน้าที่ดู ปรากฎว่าเป็นชื่อพี่สาวท่าน แต่ทว่าพี่สาวเป็นคนออกเงิน ท่านเป็นคนซื้อและนำไปปล่อย นายบัญชีเปิดบัญชีพบตามนั้น เป็นอันว่าท่านได้อาศัยเต่าช่วยไว้ ไม่ต้องไปเกิดเป็นไก่และนกกระจาบให้เขาฆ่ากินชั่วคราว ใครจะว่าสงเคราะห์สัตว์ไม่ดีก็ตามใจเถิด ท่านว่าท่านเห็นคุณในการสงเคราะห์สัตว์แล้ว สมัยที่ท่านเล่าเรื่องนี้ ท่านว่าท่านปล่อยสัตว์ทุกปี ปีละหลาย ๆ คราว คราวละมาก ๆ ท่านว่าสัตว์เคยช่วยท่าน ท่านไม่ยอมฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย

ท่านพระยายมเมื่อเห็นหลักฐานอย่างนั้น ก็บอกท่านว่า “เธอกลับไปได้ เมื่อกลับแล้ว จงอย่าทำบาปกรรมทำชั่วอีกนะ ถ้าขืนทำไม่มีใครช่วยได้ จะต้องรับผลกรรมเป็นทุกข์ โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุมาก เช่นจระเข้ เสือ ช้าง เต่า สัตว์พวกนี้มีอายุมาก จะต้องเกิดชดใช้ตามอายุสัตว์ มีเวลานานมากกว่าจะไปรับผลความดีเป็นเทวดา”

ท่านมีกำลังใจขึ้น ถามพระยายมว่า “ทำบุญอะไรไว้จึงได้มาเกิดในที่นี้ มีบ้านเรือนสวยงามมาก มีคนรับใช้ก็มากมาย”

พระยายมตอบว่า “ต้องสร้างสาธารณะสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น เมื่อใช้กรรมชั่วหมดแล้ว ก็จะต้องมีโอกาสมาอยู่ที่นี้”

ต่อจากนั้นก็สั่งให้คนนำไปชมสถานที่ต่างๆ ไปดูคนที่จะไปเกิดเป็นมนุษย์ ท่านเดินตามเจ้าหน้าที่ไป ได้เห็นสวนต้นไม้สวยสดตระการตา มีสีสันคล้ายแก้ว ดูระยิบระยับแพรวพราว ไม่เหมือนต้นไม้บ้านเรา เห็นชายหญิงกลุ่มใหญ่ หาคนแก่ไม่ได้ แต่ละคนมีเครื่องแต่งกายสวยงามมากมีความสุขสันต์หรรษา


ถามเขาว่า “คนพวกนี้เป็นใคร”

คนนำเขาบอกว่า “พวกนี้กำลังรอเวลาจะไปเกิดเป็นมนุษย์ มีความสุขมาก ไม่ต้องบริโภคอาหาร มีความอิ่มหนำสำราญเป็นปกติ”

ท่านถามเขาว่า “พวกนี้เป็นเทวดาใช่ไหม”

เขาตอบว่า “ใช่”

ท่านถามเขาว่า “พระพุทธเจ้าที่ท่านเข้าสู่นิพพานนั้น ท่านอยู่ที่ไหน”

เจ้าหน้าที่ให้แหงนหน้าขึ้น มองเห็นฟ้าเตี้ยๆ สูงจากพื้นที่ยืนประมาณไม่ถึงกิโลเมตร เห็นดวงดาวใหญ่มีแสงสว่างมาก และมีดาวดวงเล็กๆ ล้อมรอบ เจ้าหน้าที่บอก

“ดาวดวงใหญ่คือพระพุทธเจ้า ดาวดวงเล็กคือพระสาวก ท่านไม่ต้องรับผลตามกฎของกรรมอีกแล้ว เพราะจิตท่านบริสุทธิ์”

ท่านถามเขาว่า “เขาว่าพระเข้านิพพานแล้วมีสภาพสูญ ไม่มีปรากฎการณ์ ทำไมพระที่เข้านิพพานท่านจึงว่ามีองค์ปรากฎ”

เจ้าหน้าที่ฟังแล้วยิ้ม ท่านบอกว่า “ที่เข้าใจอย่างนั้นเพราะยังไม่รู้จักนิพพานจริงๆ กระมัง”

ต่อจากนั้นเขาก็นำท่านมาส่ง ท่านสลบไปเมื่อเวลา ๑๙.๐๐ น. ท่านรู้สึกตัวขึ้นเมื่อเวลา ๒๐.๐๐ น. เมื่อรู้สึกตัวคราวนี้ อาการโรคหายหมด มีกำลังดีมาก คล้ายเด็กรุ่นหนุ่ม ท่านปฏิญาณตนว่า ไม่ยอมมอบใจให้เป็นทาสของกรรมชั่วตลอดชีวิต

วันนี้ ได้เล่าเรื่องของท่านศิริมาพอสมควร ขอยุติเรื่องของท่านไว้เพียงนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ท่านพุทธบริษัททุกท่าน สวัสดี


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เห็นวิญญาณออกจากร่างตัวเอง ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ทำงัยดี
เมื่อวันที่ 11 เมย 54 กลับบ้านต่างจังหวัดช่วงเทศกาลสงกรานต์ หลังมื้อเช้าและคุยทั่วไปเสร็จก็ไปนอนที่เปลในสวน เปลผูกนอนระหว่างต้นไม้ 2 ต้น ชีวิตช่วงนั้นไม่มีความวิตก กังวลใดๆ ไม่ได้ดื่มแิอลกอฮอร์ ไม่ได้ปฏิบัติธรรมโดยเคร่งครัด เป็นคนธรรมดาๆ ทำบุญตามโอกาสก็เรื่อยๆ แต่ไม่ได้เคร่งครัด หลังจากที่นอนหลับพอแล้วจะลึกขึ้นจากเปล ก้าวลงเดินได้1-2ก้าว แล้วหันกลับมามองที่เปล ปรากฏว่าเห็นร่างตัวเองยังนอนอยู่ เลยรีบเข้าไปนอนทับร่างตัวเองไว้ แล้วลองออกมาใหม่ 1 ครั้งติดกันแต่ไม่เป็นผล แลยนึกได้ว่าคงต้องสวดมนต์ คงจะออกมาได้แต่ปรากฏว่าไม่เป็นผล เลยคิดว่าอาจจะยังไม่ถึงเวลา เลยนอนต่อ แล้วลองใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าสำเร็จแล้วรีบวิ่งเข้าในตัวบ้าน เล่าให้น้องฟังตอนนั้นดูนาฬิกาในบ้าน 12.02นาที คาดว่าตอนลุกออกมาได้อาจเป็นเวลาเที่ยง ขอบอกว่าตอนนั้นไม่ได้ฝัน ไม่ใช่ผีอำ เพราะมีรถวิ่งผ่านหูยังได้ยินอยู่เลย ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก ใครพอจะแนะนำอะไรได้บ้าง ดิฉันอายุ 43 ปี ร่างการ แข็งแรง ปกติดีทั้งร่างการและจิตใจค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สำหรับตัวเองเมื่อก่อนเคยเป็นแบบนี้มาก่อนเหมือนกันคะ แต่ว่าเป็นตอนตี3กว่าหรือช่วงใกล้จะ6   โมงเช้าเท่านั้นเองคะคือว่าเวลาหลับไปแล้วก็คิดว่าตัวเองตื่นแล้วเสียอีกเหมือนตัวเองจะฝันไปเลยคะแต่มันไม่ใช่ตอนนั้นลุกนั่งขึ้นมาพอหันกลับไปก็เห็นตัวเองนอนอยู่ ตกใจมากเลยและแล้วคิดว่าวิญญาณคงจะออกจากร่างแน่เลยลงกลับไปนอนก็นอนไม่ได้แล้ว  วิญณาณของตัวเองไปไหนต่อก็ไม่รู้เหมือนกันแค่แว๊บเดียวก็มีคนมาเรียกหนูไปไม่เห็นหน้าเขาชัดหลอกคะมากัน2คน(ตามเขาไปเฉยเลยคะทั้งที่ใจไม่อยากไป)ไปเจอใครไม่รู้คะแต่เขารู้ว่าเราคือใคร มองอะไรก็ไม่ชัดเลยตอนนั้น   เขาบอกว่าเราเคยทำอะไรผิดมาบ้าง  ตอนนั้นรุ้แล้วว่าตัวเองอยู่ไหนบอกเขาว่าเราอยากกลับบ้าน  หนูจะทำความดีมากๆหนูยังไม่อยากเป็นอะไร  หนูยังมีห่วงอีกเยอะ อยากให้แม่สบายอยากให้ลูกสาวโตอยากอยู่ไปจนแก่ เราพูดไปก็ร้องไห้ไป ตอนนั้นคิดถึงแต่ครอบครัว เหมือนเขาคุยอะไรกันบอกยังไม่ถึงเวลาจะให้กลับไปต้องทำความดีให้มากๆนะแค่แว๊บเดียวถึงร่างตื่นเฉยเลยคะ  แล้วก็ต้องไปวัดเพื่อต่อชตาให้กับตัวเองให้พระสวดเป็นสวดตายให้อาบน้ำมนต์อีกด้วยคะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะชอบเกี่ยวกับการนั่งสมธิมาก ผมยังเรียนอยู่นะครับโรงเรียนของผมสอนผสมการสอนให้นัเรียนเป็นคนอยู่ในศีลในธรรม  เกี่ยวกับวิถีพุทธการ มีอยู่วันหนึ่งตอนที่กำลังนั่งสมาธิอยู่นั้นแล้วผมก็รู้สึกตัวอยู่ตลอดไม่หลับ1000000000เปอร์เซน ในขณะที่ผมหลับตาประมาณ15นาทีครับ ผมมองจุดสี่เขียวสีดำสีแดงสีน้ำเงินคือมันสลับกันครับ แล้วเหมือนกับยิ่งมองดวงไฟนั่นมันยิ่งลอยครับผมก็เพ่งต่อจนได้ทันครับมันรู้สึกเหมือนอยู่ในอุโมงที่ที่มันจะมีแสงอยูปากอุโมงแล้วผมเห็นชายรู้ร่างสูงใหญ่มากครับแล้วแต่งตัวประมาณนักรบโบราณน่าตาดุมากๆๆๆๆถือไม่แน่ใจว่าเป็นดาบหรือว่าหอกแล้วจ้องมาที่ผมครับผมขอสาบานเลยว่าไม่ได้จินตนาการอะไรทั้งนั้นและไม่ได้หลับด้วยผมสาบานได้ครับยังรู้สึกตัวอยู่ครับพอผมเห็นผมก็ตกใจมากเลยอยากลืมตามากครับแต่มันก็ลืมไม่ไม่ได้จนถึงเวลาพอดีครับครูก็บอกให้ลืมตาโดยการใช้บอกให้ทุกคนลืมตาได้ตอนนั้นผมรู้นะว่าอาจาราย์สั่งให้ลืมตาจนอาจารย์ตบมือครับผมถึงลืมตาได้ ผมตกใจมาว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นมันคืออะไรผมเคยเหล่าให้เพื่อนที่สนิทฟังครับมันบอกว่าพ่อหมอเขมรยังล้อผมอีกผมก็เลยไม่กล้าที่จะเหล่าให้ใครฟังครับ  ใครรู้ว่ามันคืออะไรช่วยบอกผมหน่อยนะครับ ผมขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงที่ผมเจอครับผมสาบาน
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แล้วก็จะสวดมนต์ก่อนนอนด้วยคะแต่คนเฒ่าคนแก่เขาก็ว่าเที่ยงตรง6ตรงห้ามออกจากบ้านแล้วก็ห้ามนอนไม่ใช่หรือคะพื่อาจจะนอนตอนเที่ยงตรงหรือหลับสนิทตอนเที่ยงพอดีก็ได้คะเลยเจอเหตุการน์แบบนี้ก็ได้นะคะ แนะนำให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกวันแล้วก็ไปทำบุญเสดาะเคราะให้กับเจ้ากรรมนายเวรและให้บุญนั้นส่งมาถึงตัวเองด้วยนะคะและอย่าลืมทำบุญต่อชตาให้กับตัวเองด้วยนะคะ




ถ้าเห็นวิณญาณออกจากร่างอีก  ลองอย่างนี้นะครับ    ให้นึกถึงพระพุทธรูปที่เราชอบที่สุด  ถ้านึกไม่ออกก็ขอบารมีพระที่เราชอบที่สุด  แล้วอธิฐานว่า  ถ้าวิณญาณจะออกไปเทียวขอให้ไปสวรค์ไปพบเทวดา  ไปพบพระอระหันต์ลองดูนะดรับ  การที่วิณญาณออกจากร่าง  อาจเป็นผลของอารมสมาธิ  ในระดับเกือบได้ชานหรือญาณ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ต้องฝึกสมาธิ ควบคุมจิตตัวเองไห้ได้ครับ เพราะการที่เรานอนหลับเนี่ยถือว่าเป็นอารมที่สงบเหมือนณาน นะ วิญญาณอาจจะหลุดออกมาได้
ซึ่งวันนี้ ผมก็เป็นตอนนอนหลับ ผมตื่นขึ้นมา ลุกขึ้นมาครึ่งตัวพบว่า วิญญาณผมหลุดออกมาแล้วละ ผมก็ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะผมก็ฝึกสมาธิมาบ้างผมเลยมีสติและ กำหนดจิตให้เราเข้าร่าง นอนต่อ หลังจากนั้นวิญญาณผมก็ค่อยๆเข้าร่างแล้วมก็นอนหลับต่อ ซึ่งถ้า คุณPTCH 2110 เป็นบ่อยๆควรจะ ฝึกสมาธิดูจิตของตนเอง หัดควบคุมจิต หรืออาจจะฝึกกับพระที่มีความรู้จริงๆ ถ้าฝึกกับคนไม่รู้ อาจพาเราไปในทางผิดได้
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมเองก็กลุ้มใจเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ของผมออกจะต่างไปสักหน่อย คงเพราะผมห่วงคนนั้นคนนี้มากไปโดยเฉพราะคนในครอบครัว บางครั้งมีเรื่องอยากจะบอก
หรือนึกถึงมากๆจิตมันหลุดออกไปเลย แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ผมไปปรากฏกายให้คนที่ผมนึกถึงเห็น บางคนก็ตกใจนึกว่าผมตายแล้ว เป็นเรื่องอีก นึกว่าผีอื่นแปลงมาบ้าง
แต่ผมจำเหตุการณ์สถานที่กับสิ่งที่พูดไปหลังจากกลับเข้าร่างได้นะ แล้วมันก็ตรงกลับที่เขาบอกสรุปวิญญาณผมไปหาเขาทั้งที่ยังไม่ตาย ผมเลยหยุดนั่งสมาธิมานานแล้ว
เพราะคุมมันไม่ได้ ทำให้เขากลัวกันด้วย แล้วอีกอย่างช่วงนั่งสมาธิบ่อยๆมันทำให้เห็นผีบ่อยด้วย นี่ก็อีกเหตุผลที่หยุด
แล้วอีกอย่าง ยังไปเข้าฝันเขาอีกสิ่งที่ผมทำในฝันหรือพูดก็ตรงกับที่เขาบอกอีก ยังอดคิดไม่ได้เลยว่าถ้าตายไปจริงๆ
จะกลายเป็น วิญาญาณเฮี้ยนหรือเปล่าว เพราะผมห่วงครอบครัวมากศัตรูบางคนมันก็มุ่งร้ายถึงชีวิต เคยคิดถ้าตายก่อนผมก็ไม่ไปไหนหรอก จะอยูปกป้อง แล้วสั่งสอนพวกมันซะหน่อยเอาให้กลัวไปทั้งชีวิตเลย


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา 

มี อยู่คืนหนึ่งที่อ.เทวฤทธิ์ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาอ.ไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้  ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้

อ.ไปพบเห็นมา จึงอยากนำมาเล่าให้ท่านฟัง ก็ขอฝากให้ทุกท่านทำความดีกันมากๆ เพราะไม่รู้ว่าชาติหน้าจะมีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกหรือไม่ เกิดเป็นมนุษย์ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ที่มีโอกาสสั่งสมบุญบารมี จึงไม่อยากให้ท่านประมาทในการดำเนินชีวิต

เป็นลักษณะคล้ายในรูปภาพ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มา คราวนี้หลวงปู่มั่นพาวัวเทพมาด้วย อ.เทวฤทธิ์ และหลวงปู่ได้ขึ้นวัวเทพ เหาะขึ้นไปข้างบนบริเวณสะพานพระราม 9  เห็นตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางอยู่ข้างล่าง แล้วเหาะไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้นไปทางจังหวัดอยุธยา ในช่วงนั้นเอง มองลงมาก็เห็นคนที่อยู่ข้างล่าง ชี้ขึ้นมา พูดว่าเห็นวัตถุลึกลับหรืออะไรสักอย่างอยู่ข้างบน... จนกระทั่งถึงจ.อยุธยาชมวัดเก่าๆ อยู่ข้างล่างหลายแห่ง  แล้วหลวงปู่ก็ถามว่า จะไปดูอบายภูมิไหม? อ.บอก ก็ไปครับ แล้วเหาะทะลุพุ่งลงไปข้างล่าง

ปรากฏ ว่าเห็นคนตายเยอะแยะเลย ส่วนใหญ่เป็นแผลพุพอง เป็นโรคเอดส์ตายกัน  พอรู้ว่าจะได้ไปเกิดใหม่ ก็เดินเข้ามาล้อมรอบตัวหลวงปู่ และอ.กันมากมาย   หลวงปู่ท่านบอกให้อ.ยกฝ่ามือขึ้นทั้งสองข้างเหมือนท่าน เพื่อปล่อยแสงบุญ แสงบารมี ให้กับคนตาย เพื่อคนตายเหล่านี้จะได้ไปเกิดใหม่ ปรากฏว่าเดินแห่เข้ามาเยอะมาก ที่เดินมานี้ ไม่มีใครใส่เสื้อผ้า มีทั้ง ผู้ชาย ผู้หญิง  เป็นเด็กไม่ค่อยมีนัก อ.จึงพูดว่าคนทำบาปกันเยอะมากนะครับลุง  แล้วแผ่แสงออกไป ก็หายวับไปเกิดทีละคน ทีละคน จำนวนเป็นหมื่น เป็นแสน แผ่ไปเยอะมาก จนเหนื่อย อ.จึงบอกว่าพอดีกว่า หลังจากนั้นจึงขี่วัวเทพกลับมาเข้าร่าง  หลวงปู่มั่นได้มาส่งที่หน้าต่างบ้าน

ใครที่ทำบาปกรรมไว้ ตายไปก็จะอยู่ในนรก เพื่อชดใช้กรรม ขอให้ทำความดีกันมากๆ ครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 11:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พบมนุษย์ยักษ์ หน้าตาเหมือนยักษ์วัดแจ้ง เขี้ยวใหญ่ๆ ตาโตๆ     

สอง สามวันต่อหลวงปู่มั่นได้พา อ.เทวฤทธิ์เข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ในนั้นมีดินแดนของผู้ปฏิบัติธรรมที่สำเร็จเป็นอรหันต์ มาประทับอยู่ที่แห่งนี้ คุณลุงท่านบอกมา และได้พาเดินดูกุฏิของพระอรหันต์ บางรูปก็มีพื้นที่มาก บางรูปก็มีพื้นที่น้อย ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละรูปที่สั่งสมกันไว้ บริเวณรอบๆ จะมีดอกไม้นานาพรรณ พืชผักสวนครัว และมีการปลูกข้าว ไม่ได้เหมือนกับเมืองมนุษย์เสียทีเดียว ดอกไม้ดูสวยกว่า มีผีเสื้อบินไปบินมา ดูสวยกว่าในโลกมนุษย์ เติมสีสันให้กับที่นี่ อากาศเย็นสบาย สดชื่นอยู่ตลอดเวลา ขณะที่กำลังเดินชมอยู่นั้น ก็มียักษ์ตนหนึ่งปรากฏขึ้นมา ทำเขี้ยวโง้ว ทำหน้ายักษ์ ไม่พอใจใส่คนแปลกหน้า เพราะมีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ ได้ก้มลงมามอง แล้วถามว่า...ท่านมาทำอะไรที่นี่ หลวงปู่มั่นตอบว่า คนนี้เป็นญาติกัน พามาชมที่นี่ เพื่อที่จะได้นำเรื่องราวในนี้ไปเปิดเผยสู่สาธารณะชนให้ทราบกัน ว่าเป็นอย่างไร

หลังจากนั้นยักษ์ก็ยิ้ม ซึ่งดูน่ารักมาก สำหรับการที่ยักษ์ยิ้มได้ ยักษ์ได้พูดว่า เชิญครับ เชิญท่านดูให้ทั่วเลย อ.ได้เดินชมจนทั่วอาณาบริเวณทั้งวัน เดินเข้าไปในกุฏิทุกหลัง แต่ละหลังจะก็มีพระนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมอยู่ นุ่งเสื้อสีขาว กางเกงแพร ทุกองค์ เป็นชุดปฏิบัติธรรม เหมือนกับหลวงปู่มั่นด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นก็พาอ.กลับเข้าร่างในเวลาหกโมงเช้าดังเช่นทุกวัน


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 12:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พบพระทองคำองค์ใหญ่ นับร้อยองค์ในน้ำ

หลัง จากนั้นสองสามหลังจากได้ปฏิบัติธรรมเสร็จแล้ว หลวงปู่มั่นได้พาอ.เทวฤทธิ์ไปดูพระพุทธรูปทองคำ(แท้)อยู่ใต้น้ำ มีเป็นร้อยองค์ เรียงรายเป็นแถวยาวเป็นสองแถว แสงพระอาทิตส่องเป็นเงาระยิบระยับอยู่ใต้น้ำ มีขนาดสูงเท่ากับหลวงพ่อที่วัดไตรมิตร หรือสูงประมาณเท่ากับพระประธานวัดซำปอกง อยู่ในบ่อลึก ท่านบอกว่าบ่อนี้เป็นบ่อธรรมชาติ ที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำ ซึ่งไม่มีใครได้เคยพบเห็นมาก่อน มีเธอเป็นคนแรกที่ลุงพามาที่นี่  เดี๋ยวลุงจะพาเธอดูสิ่งแปลกๆในนี้ ในโลกมนุษย์ไม่มี .... เห็นปลาแหวกว่าย เป็นปลาสมัยโบราณ ตัวใหญ่ๆ มีหลายสี (สีขาว, เทา,น้ำตาล,แดง, ฟ้า,ม่วง,เขียว,น้ำเงิน,เหลือง) ซึ่งสูญพันธุ์ไปนานแล้ว นอกจากนั้นยังมีปลาลักษณะคล้ายปลาบึก หลวงปู่บอกว่าปลาพวกนี้ดูแลพระทองคำ ถ้าคนดีมา ปลาก็จะเป็นมิตรไม่ทำร้าย แต่ถ้าคนไหนคิดไม่ดีเข้ามาในนี้ ปลาก็จะทำร้าย  ดินแดนแห่งนี้เป็นแดนสนทยา เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนั้นหลวงปู่มั่นได้บอกให้อ.เทวฤทธิ์ลองเอามือไปแตะที่องค์พระ อ.ได้แตะที่ฉัตร และที่บ่าขององค์พระ สัมผัสแล้วเย็นมาผมรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเหมือนกับแตะน้ำแข็ง ท่านบอกว่าพระทองคำมาอยู่ที่นี่นานแล้วหลายร้อยปี เป็นพระศิลปะแบบสุโขทัย  ท่านไม่ได้บอกที่มาที่ไป ว่าใครเป็นคนสร้าง แต่บอกว่าไม่มีใครพบเห็นมาก่อน สักวันหนึ่ง จะมีผู้ที่มีบุญบารมีมาพบ  พระเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็นอีกครั้ง  อ.เทวฤทธิ์รู้สึกปลื้มปิติที่ได้มาพบเห็นสิ่งมหัศจรรย์ ณ ที่แห่งนี้ ดูเสร็จแล้ว มาก็มานั่งฝึกปฏิบัติธรรม เป็นเช่นนี้ทุกวัน  หลวงปู่มาส่งอ.เข้าร่างตอนหกโมงเป็นประจำทุกวัน เพื่อ อ.จะได้ส่งลูกไปโรงเรียนทุกเช้า เป็นเวลาหลายเดือน อ.ยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย แม้แต่คนในครอบครัว มาเปิดเผยเรื่องพระทองคำที่นี่เป็นครั้งแรก


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 12:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พบมนุษย์จิ๋ว ในป่าหิมพานต์      q*060

วัน ต่อมาหลวงปู่มั่นบอกอ.เทวฤทธิ์ว่าจะพาไปที่แห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ ท่านพูดว่าธอจะได้พบกับสิ่งน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก  แล้วถามว่า รู้จักมนุษย์จิ๋วไหม? อะไรเหรอครับ? คนแคระเหรอครับ ... อ.ถาม ท่านตอบว่าเล็กกว่านั้นอีก แล้วก็พาเดินไปที่ลำธารตื้นๆ แห่งหนึ่งใน แล้วอ. ก็ได้ยินเสียงเรียกว่า คุณครับ....คุณครับ  อยู่หลายครั้ง... ก็หันไปมองว่าใครเรียก   แต่ก็ไม่เห็นมีใคร   ท่านบอกว่า ก็อยู่ข้างเธอนั่นไง....ระวังเหยียบโดนนะ ให้ยืนอยู่เฉยๆ  แล้วหลวงปู่ก็หยิบแว่นขยาย ออกมาจากย่าม เอามาให้ส่องดูมนุษย์จิ๋ว อ.เทวฤทธิ์ ก็เลยมองห็นครอบครัวมนุษย์จิ่ว มี 4 คน มี พ่อ แม่ ลูก 2 คน เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง     อ.เลยหยิบมนุษย์จิ๋วมาวางไว้ที่ฝ่ามือทีละคน  ผู้ที่เป็นพ่อได้แนะนำลูกๆ และภรรยาให้รู้จัก บอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก บอกว่าไม่เคยมีใครมาที่แห่งนี้มาก่อน นอกจากคุณลุงกับท่าน  หลังจากนั้น อ.และหลวงปู่ก็พาเดินไปส่งที่กระท่อม  บ้านของพวกเค้าอยู่เหนือลำธารแห่งนี้ หลังจากถึงบ้านแล้วหยิบมนุษย์จิ่วขึ้นมาอย่างระมัดระวังทีละคนวางลงที่พื้น บ้าน  เป็นกระท่อมเล็กมาก กว้าง ยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ อ.และหลวงปู่จึงยืนอยู่นอกบ้าน มนุษย์จิ๋วได้ชักชวนให้ดื่มน้ำชาก่อน หลวงปู่มั่นบอกว่าเดี๋ยวจะเกินเวลา และ อ.ก็บอกว่าไม่ต้องหรอก  เพราะต้องรีบกลับไปให้ทันเวลาที่โลกมนุษย์  เพื่อส่งลูกไปโรงเรียน หลังจากนันก็บอกลากัน มนุษย์จิ๋วบอกว่ารู้สึกดีใจมากที่ได้พบอ. พูดว่าถ้าท่านอยากมาเยี่ยมอีกก็ส่งจิตบอกให้คุณลุงพามาอีกนะ

หมายเหตุ มนุษย์จิ๋วหน้าตาเหมือนมนุษย์เรานี่แหละ ผิวขาว หน้าตาผ่องใส สูงประมาณ 1-2 ซม. มีอยู่หลายครอบครัวในป่าหิมพานต์ แต่ครอบครัวที่พบอาศัยอยู่ที่ต้นลำธาร


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 12:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เดินบนสะพานแขวน ชมวัด ชมหมู่บ้าน   

อีก วันต่อมาอ.เทวฤทธิ์ก็ไปพบหลวงปู่มั่น ตอนนั้นยังเรียกท่านว่าคุณลุงเพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่น... คุณลุงบอกว่าจะพาไปที่วัดในป่าแห่งใหม่ มีสะพานแขวนอยู่ข้างบนเดินได้รอบเลย  สะพานนี้ยังเชื่อมต่อไปยังหมู่บ้านได้อีก อ.บอกว่าแปลกดีนะครับ   คุณลุงบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่โลกมนุษย์ไม่มี แล้วก็พาเดินดูวัด  เป็นวัดสมัยโบราณ ชมเสร็จก็เดินต่อออกไปยังหมู่บ้าน ได้เห็นชาวบ้าน แบบชนบท  คุณลุงเล่าว่าชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างสะพานนี้ขึ้นมา เพราะเคารพรักท่าน และเห็นว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จะได้เดินสบาย  ซึ่งก็เดินได้สบายจริงๆ ไม่โยกเยก เพราะได้ขึงไว้แน่น เดินเห็นชาวบ้านปีนขึ้นเก็บมะพร้าว บ้างก็มาทักทาย ว่าท่านพาใครมา คุณลุงตอบว่าพาญาติสนิทมาเที่ยว ชาวบ้านก็พูดเชื้อเชิญว่า เชิญชมเลยครับ เป็นผลงานของพวกเราเอง

ภาพตัวอย่างหมู่บ้านที่มีสะพานแขวนแห่งหนึ่ง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 22 ส.ค. 13, 12:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หลวงปู่มั่น

อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ  หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น  และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 23 ส.ค. 13, 15:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หากผู้อ่านท่านใดมีเรื่องราวดีๆ ความฝันหรือนิมิตที่เห็นมา มาเล่าสู่กันฟังให้ท่านผู้อ่านได้รับความรู้ความพิศวงและมหัศจรรย์ร่วมกันครับ...


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 25 ส.ค. 13, 13:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ต่อจากคห.ที่ 24

ไปดูอุโมงค์ มิติแห่งกาลเวลา 

มี อยู่คืนหนึ่งที่อ.เทวฤทธิ์ได้ถอดจิตไปพบหลวงปู่มั่น ท่านไปพาอ.ไปดูอุโมงค์ลึกลับ ซึ่งมีแสงสว่างส่องออกมาจากอุโมงค์ มองเข้าไปข้างใน จะเป็นลายขดก้นหอย แบบเลขหนึ่งไทย หลวงปู่มั่นท่านบอกว่าเป็นอุโมงค์ข้ามมิติแห่งกาลเวลา ผู้ที่จะไปเกิดใหม่ทุกคน จะต้องเดินทางผ่านอุโมงค์นี้  ส่วนจะแยกไปทางไหน ไปสวรรค์ นรก หรือโลกมนุษย์ จะเกิดเป็นคน หรือเป็นสัตว์ หรืออะไร ก็ขึ้นอยู่กับกรรมที่สร้างไว้


คืนนั้นที่ไปรู้สึกจะไม่สบายเป็นไข้สูง มีลูกชายดูแลอยู่ข้างๆตัว ขณะนั้นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม เป็นไข้สูงจนไม่รู้สึกตัว วิญญานได้ออกจากร่างไปเห็นแสงสว่างที่หมุนเป็นเลข 1 ไทยที่มีแสงสว่างจ้าที่สามารถหลอมร่างกายให้หายไปในพริบตา ตอนนั้นปาดเนื้อปวดตัวไปหมด และจิตวิญญานของเรากำลังจะถูกปั่นเข้าไปในอุโมงค์นั้นได้ปั่นมือปั่นตัวของเราให้สลายร่างแหลกอยู่นั้น ได้ยินเสียงจากเบื้องบนว่าไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจปล่อยตัวตามสบายไม่ต้องเกร็งปล่อยให้สลายร่างไปให้หมด ผมได้ยินเสียงที่บอกมาอย่างชัดเจนนึกในใจว่าเราคงตายไปแล้ว และร่างกายเราถูกสลายไปหมดแล้วเหลือแต่ธาตุฝุ่นผงลอยอยู่ในอากาศ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้แต่จิตเรายังมองเห็นสิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ พอผ่านแสงสว่างด้านหน้าและหลอมละเอียดร่างกายเราหมดไป ก็ทุลุมาสู่อีกด้านหนึ่งปรากฏว่าฝุ่นผงต่างๆที่ถูบดละเอียดแล้วนั้นมารวมตัวกันอีกด้านหนึ่ง โดยมีคุณลุงมายืนรอรับอยู่อีกด้าน ปรากฏว่าที่เป็นไข้อยู่ก็กลับแข็งแรงขึ้น คุณลุงบอกว่าให้รีบกลับเข้าร่าง ผมจึงลืมตาขึ้นตัวนี้เย็นเจียบเหมือนคนที่ตายไปแล้ว เห็นลูกชายบอกว่า ได้ยินเสียงคุณพ่อคุยกับใครอยู่เลยไม่กล้าปลุก"นี่ผมถือว่าตายแล้วเกิดใหม่"พอตื่นมาไข้ที่เป็นอยู่ไข้ก็ลดลงปวดตัวปวดกายก็เริ่มหายดีเป็นปกติครับ นี่คือสิ่งที่แปลกที่ผมได้พบสิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เลยมาเล่าสู่กันฟังครับ...นี่คือบุญกุศลที่สร้างมาคุณผู้อ่านก็เช่นกันสร้างบุญกุศลให้มากชีวิตท่านจะดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
จิรวรรณ บุญสนอง
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 17 เม.ย. 14, 23:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หนูอยากเจอพ่อ พ่อของหนูเสียแล้วหนูคิดถึงพ่อมากหนูจะทำอย่างไรได้บ้างคะที่จะได้เจอพ่อพูดคุยกับพ่อ หนูอดเสียใจไม่ได้ที่เห็นเพื่อนคนอื่นเค้ามีพ่อกัน ช่วยหนูหน่อยนะคะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
มู๋น้อย
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 18 ก.ค. 14, 19:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
วิญญานเด็กที่ตายโดยไม่ทันตั้งตัวแล้วโดนคนมีอาคมกักขังไว้ถ้าช่วยเอาออกจากที่โดนขังได้เค้าจะไปหาพ่อแม่พี่น้องได้มั้ย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ไหน โดย อาจารย์ 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม