หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ธรรมะของผู้นำ.. โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร  (อ่าน 242 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 13:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ธรรมะของผู้นำ..  โดยอาจารย์เทวฤทธิ์  อยู่สุนทร



สัปปุริสธรรม 7

ธัมมัญญุตา เป็นผู้รู้จักเหตุ
อัตถัญญุตา เป็นผู้รู้จักผล
อัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักตน
มัตตัญญุตา เป็นผู้รู้จักประมาณ
กาลัญญุตา เป็นผู้รู้จักกาล
ปริสัญญุตา เป็นผู้รู้จักบุคคล
ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา เป็นผู้รู้จักชุมชน
สรุปขั้นต้นไว้ก่อนหมวดธรรมนี้ ประกอบด้วยธรรม 7 ข้อ คือ:-1) รู้เหตุ 2) รู้ผล 3) รู้ตน  4) รู้ประมาณ 5) รู้กาล  6) รู้บุคคล 7) รู้ชุมชน ดังนี้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 13:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
1) รู้เหตุ หมายถึง รู้ถึงสาเหตุที่เป็นเงื่อนไขให้เกิดสิ่งนั้นๆขึ้น เพราะการจะดำเนินการให้เกิดผลอย่างใด ต้องรู้สาเหตุที่เป็นเงื่อนไขของสิ่งนั้นก่อน และที่จะกระทำต่อไปก็คือ การสร้างเหตุนั้นๆ

2) รู้ผล หมายถึง รู้ว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นๆเป็นอย่างไร จะก่อให้เกิดผลและมีผลกระทบต่อไปมากน้อยเพียงใด ก็จะสามารถที่จะรู้เท่าทัน และกระทำให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น ว่าควรรีบระงับ หรือส่งเสริมให้เกิดขึ้น

3) รู้ตน หมายถึง รู้ว่าตนเป็นใคร เช่น เป็น ชาย/หญิง , เป็นเด็ก/ผู้ใหญ่ , มีความสามารถ และ สถานภาพทางสังคม เป็นเช่นไร? เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขให้บุคคลสามารถเข้าไปดำเนินการได้มากน้อยเพียงใด

4) รู้ประมาณ หมายถึง รู้ว่าต้องเข้าไปดำเนินการเท่าใด จึงจะพอเพียงให้บรรลุผลที่ประสงค์ ลองนึกถึงเรื่องการเอาไม้มาสีกันเพื่อให้เกิดไฟก็ได้ หากสีน้อยไป ก็ไม่ถึงจุดที่ความร้อนจะสะสมมากพอจนทำให้เกิดประกายไฟ หากสีมากไป คือ เมื่อไฟติดแล้ว ก็ยังสีต่อไปอยู่นั่น ก็สิ้นเปลืองอะไรต่อมิอะไรไปเปล่าๆ

5) รู้กาล หมายถึง รู้เวลา ว่าตอนไหนควรทำ ตอนไหนไม่ควรทำ บางทีเร็วไปก็ไม่ได้ บางที่ช้าไป ก็ไม่ทันการ เป็นต้น

6) รู้บุคคล หมายถึง รู้ตัวบุคคลหรือตัวละครที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ว่าเป็นใคร มีนิสัยอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้จะเหมือนกับข้อรู้ตน เพียงแต่เปลี่ยนเป็นรู้คนอื่นในนัยะแบบเดียวกัน

7) รู้ชุมชน หมายถึง รู้กฎ กติกา มารยาท ขนบประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อของชุมชนนั้นๆ การกระทำอะไรที่ฝืนต่อสิ่งต่างๆที่กล่าวมากเกินไป หรืออย่างขาดศิลปะ ย่อมก่อให้เกิดแรงเสียดทานและต่อตาน ทำให้ประสบความสำเร็จได้ยาก

ธรรมมะของพระจักรพรรดิ์ (ในพระไตรปิฏก)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 14:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ธรรมมะของพระจักรพรรดิ์ (ในพระไตรปิฏก)

โดยมีว่า..ให้อารักขาธรรมแด่…

1)พลกาย (กองทหารที่อยู่ใกล้ชิด) ว่าอยู่ดีมีสุข กายใจครอบครัว และดูแลบ้านเมืองให้สงบสุขดีรึไม่

2)กษัตริย์ (ผู้ว่าราชการ) ดูแลปชชใช้อยู่ดีมีสุข เดือดร้อนอะไรไหม

3)ผู้ติดตาม อำมาตย์และผู้รับใช้ 3อำนาจทำให้ประเทศเป้นสุขไหม

4)พราหมณ์ คหบดี อยู่ในศีลธรรมช่วยปชชบ้างรึไม่

5)ชาวนิคมชนบท เดือดร้อนอะไรไหม

6)สมณพราหมณ์(พระสงฆ์) และในศาสนาอื่น อยู่ในศีลธรรม การเป็นอยู่เป็นอย่างไร โดนรังแกเดือดร้อนปัจจัยทั้ง5รึไม่

7)เนื้อ นก ยังมีอยู่อุดมสมบูรณ์ไหม มีลำบากการใช้ชีวิต มนุษย์รังเเก รึไม่ พร้อมเป้นอาหารอุดมสมบูรณ์รึเปล่า

8)ขัดขวางผู้ทำการไม่เป็นธรรม …ได้ทำตามทุกหมู่เหล่าตามหน้าที่กันรึไม่

9)เพิ่มทรัพย์แก่ผู้ไม่มีทรัพย์ ให้การศึกษา การดูแลปัจจัย4 การให้สัมมาอาชีพ การดำรงอยู่ได้ด้วยศักดิ์ศรีทรนงในสัมมาอาชีพและมีเกียรติปัจจัย5ในสังคม รึไม่

10)เข้าหาสมณพราหมณ์ สอบถามปัญหาบ้านเมือง และเเก้ไข ปัญหา ให้อาณาประชาราษฏร์มีสงบ สันติ และสุข

แยกได้3ประเด็นคือ เคารพธรรม ,คุ้มครองธรรม,ปราบอธรรม

แก้ว 7 ประการ (รัตนะ7)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 14:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แก้ว 7 ประการ (รัตนะ7)

พระเจ้าจักรพรรดิเป็นผู้ครอบครองแก้ว 7 ประการ อันได้แก่

จักรแก้ว (จกฺกรตฺตนํ)

เมื่อผู้ที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พระองค์ทรงรักษาศีลอุโบสถ ชำระจิตให้สะอาดแล้วทรงทำสมาธิ จักรแก้วก็บังเกิดขึ้น ทำจากโลหะมีค่า ส่องแสงสว่างไสว แล้วพาพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมเหล่าเสนาบดีลอยไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปทั้ง 4 ประเทศต่างๆ ก็ยอมสวามิภักดิ์ ไม่มีการสู้รบกัน เมื่อจะถวายเครื่องบรรณาการพระเจ้าจักรพรรดิก็ไม่ยอมรับแต่พระราชทานโอวาทศีล 5 ให้

ช้างแก้ว (หตฺถีรตฺตนํ)

ช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญาช้าง มีชื่อว่า อุโบสถ สีขาวเผือก สง่างาม มีฤทธิ์เดชสามารถเหาะได้ คล่องแคล่วว่องไว ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า

ม้าแก้ว (อสฺสรตฺตนํ)

ม้าแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นพญา ม้า มีชื่อว่า วลาหกะ เป็นอัศวราชผู้สง่างาม ขนงาม มีหางเป็นพวง ตรงปลายคล้ายดอกบัวตูม มีฤทธิ์เดชเหาะเหินเดินบนอากาศได้ คล่องแคล่วว่องไง ฝึกหัดได้เอง สามารถพาพระเจ้าจักรพรรดิไปรอบชมพูทวีป จรดขอบมหาสมุทร ได้ตั้งแต่เช้ารุ่ง และกลับมาทันเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า

มณีแก้ว (มณิรตฺตนํ)

มณีแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นแก้วมณีเปล่งแสงสุกสกาว ใสแวววาวยิ่งกว่าเพชร เปล่งรังสีแสงสว่างไสวโดยรอบถึง 1 โยชน์ คอยบันดาลความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่างให้บังเกิดขึ้น ดึงดูดสมบัติทั้งหลายมาให้ สามารถเลี้ยงคนได้ทั้งชมพูทวีปโดยไม่ต้องทำมาหากิน เมื่อพระมหาจักรพรรดิทรงทดลองแก้วมณีกับกองทัพ โดยติดแก้วมณีไว้บนยอดธงนำทัพ แก้วมณีก็เปล่งแสงสว่างไสว ทำให้กองทัพเดินทางได้สะดวกสบาย เหมือนเดินทัพในเวลากลางวัน

นางแก้ว (อิตถรตฺตนํ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 14:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
นางแก้ว (อิตถรตฺตนํ)

นางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นหญิงที่มีบุญญาธิการ รูปร่างน่าดูชม ผิวพรรณเปล่งปลั่งผ่องใส สวยงามกว่ามนุษย์ทั่วไป พูดจาไพเราะ ไม่โกหก มีกลิ่นดอกบัวหอมฟุ้งออกจากปาก มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งรอบกาย นางแก้วเป็นผู้คอยปรนนิบัติพระเจ้าจักรพรรดิอย่างไม่ขาดสาย ตื่นก่อนนอนทีหลังพระเจ้าจักรพรรดิ คอยฟังรับสั่งของพระเจ้าจักรพรรดิ ประพฤติชอบต่อพระเจ้าจักรพรรดิเสมอ

ขุนคลังแก้ว (คหปติรตฺตนํ)

คฤหบดีแก้ว หรือขุนคลังแก้ว สามารถนำทรัพย์สินมาให้แด่พระเจ้าจักรพรรดิได้ ขุมทรัพย์อยู่ที่ไหน ขุนคลังแก้วเห็นหมด

ขุนพลแก้ว (ปริณายกรตฺตนํ)

ปริณายกแก้ว หรือขุนพลแก้ว คือพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นขุนศึกคู่ใจ เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ มีความฉลาดเฉลียว รู้สิ่งใดควรไม่ควร คอยให้คำแนะนำปรึกษาแด่พระเจ้าจักรพรรดิอยู่เสมอ

อานิสงส์ผลบุญที่ทำให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

ทำบุญทำทานด้วยจิตใจงดงาม
เป็นเจ้าในงานทอดกฐิน หรือเป็นเจ้าภาพในการสร้างวัด พระอุโบสถ พระวิหาร พระพุทธรูป ฯลฯ
เป็นประธานในการเทศนาธรรม การสังคายนาพระไตรปิฏก ฯลฯ
บูชาเจดีย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 14:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
พรหมวิหาร 4 คือ ธรรมของผู้ใหญ่ เพราะในศาสนาพราหมณ์ถือว่า
พระพรหมเป็นผู้สร้างโลก  ซึ่งเทียบกับผู้นำซึ่งมีหน้าที่ปกครองและ
คุ้มครองผู้น้อย    ได้แก่ธรรมะ 4 ข้อ คือ เมตตา กรุณา มุฑิตา และ
อุเบกขา

เมตตา มีรากศัพท์เดียวกับคำว่าไมตรี คือความเป็นมิตร ไม่มุ่งร้าย
แต่มุ่งประโยชน์ มุ่งความสุขแก่ผู้น้อย  ไม่เบียดเบียนผู้น้อย

กรุณา คือการช่วยเหลือ นอกจากคิดดี(เมตตา) แล้ว เมื่อมีโอกาส
ก็ทำดี(กรุณา) คือช่วยเหลือต่อผู้ที่ประสบปัญหา ตกทุกข์ได้ยาก
ให้เขาพ้นจากความทุกข์นั้นๆ

มุฑิตา คือการพลอยยินดี เมื่อผู้น้อยได้ดี ประสบความสำเร็จ
ผู้นำก็ไม่คิดอิจฉา แต่ยินดีด้วย และสนับสนุนให้ผู้น้อยประสบ
ความสำเร็จสูงขึ้น ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ตามความสามารถ

อุเบกขา คือการรู้จักวางเฉยในสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่นลูกน้อง
จงใจทำผิด ก็ต้องให้มีการลงโทษไปตามกฎ  คือรู้จักใช้ทั้งเมตตา
กรุณา มุฑิตา ในกาลที่เหมาะสม  ไม่ให้เสียธรรม(หลักการ)

ทั้งสี่ข้อนี้ เมตตาควรมีอยู่เสมอกับทุกๆคน ทุกๆเมื่อ  กรุณาจะ
ใช้เมื่อผู้ที่กำลังเดือดร้อน มุฑิตาใช้กับผู้ได้ดีมีสุขแล้ว ส่วนอุเบกขา
ต้องมีปัญญาประกอบว่า จะใช้อีกสามข้อเมื่อใด จะวางเฉยเมื่อใด

สังคหวัตถุ 4 แปลว่า แนวทางการสงเคราะห์(ช่วยเหลือ)
สี่แบบ  จัดเป็นธรรมในการผูกมิตร ทำให้คนทั้งหลายรักใคร่ชอบพอ
สี่ข้อนี้ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตา

ทาน คือการให้ แบ่งเป็นสามอย่างคือ ให้ทรัพย์สิ่งของ ให้ธรรมะคือ
ความรู้ความเข้าใจในหลักความจริงของชีวิต และ ให้อภัย
พระพุทธเจ้าสรรเสริญการให้ธรรมะ ว่าเป็นการให้อันสูงสุด
น่าจะเปรียบเหมือนสอนคนตกปลา กับให้ปลากับคนนั่นเอง

ปิยวาจา คือการพูดจาอ่อนหวาน น่าฟัง ไม่ระคายหู ผู้พูดควรมี
จิตเมตตาเจริญไว้  จะทำให้การพูดอ่อนหวาน ฟังเป็นธรรมชาติ
ไม่ดูเสแสร้ง

อัตถจริยา คือการทำตัวให้เป็นประโยชน์ นั่นคือการช่วยเหลือ
ในการงาน หรือ อำนวยความสะดวก ให้งานของเขาลุล่วงไปโดยง่าย
อีกรวมทั้งการให้คำแนะนำ ในฐานะผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มาก่อนด้วย

สมานัตตา คือ วางตนอย่างเหมาะสม  รู้กาละเทศะว่าในสถานการณ์ใด
ควรวางตัวเช่นไร  อีกความหมายนึงคือการวางตัวสม่ำเสมอ ในฐานะ
ผู้ใหญ่ ต้องมีความมั่นคง  มีจุดยืนไม่ลังเลไปๆมาๆ

อคติ 4 ที่ควรต้องเว้นคือ ฉันทาคติ(อคติเพราะรัก/ชอบ)
โทสาคติ(อคติเพราะโกรธ) โมหาคติ(อคติเพราะหลง) ภยาคติ(อคติ
เพราะกลัวภัย)

ผู้นำนั้น มีหน้าที่ต้องตัดสินเรื่องราวต่างๆ  ต้องจัดการข้อพิพาท
ต้องแบ่งผลประโยชน์ระหว่างฝ่ายต่างๆ  จึงต้องมีการตัดสินใจ
ที่มีอคติน้อยที่สุด  จึงจะเกิดความเป็นธรรม และได้รับการยอมรับ
จากทุกๆฝ่าย

เนื่องจากอคติ เป็นอกุศลที่อยู่ภายในจิตใจเราเอง จึงเป็นสิ่งที่รู้
และสังเกตได้ค่อนข้างยาก  เพราะคนทั้งหลายย่อมเข้าข้างตัวเอง
ผู้นำจึงต้องรู้จักรับฟังความเห็นจากคนรอบข้าง ซึ่งจะสังเกต
พฤติกรรมที่อาจเกิดจากอคติของเราได้ดีกว่า

อธิปไตย 3 คือ การตัดสินโดยถือความเป็นใหญ่สามแบบ
คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย และ ธรรมาธิปไตย

อัตตาธิปไตย คือ ถือตนเป็นใหญ่ ทำอะไรก็เชื่อแต่ตนเอง ไม่รับฟัง
ผู้อื่น  แม้คนส่วนมากจะมีเหตุผลเหนือกว่า ก็ยึดมั่นแต่ความเห็นของ
ตนเองเท่านั้น

โลกาธิปไตย คือ ถือคนส่วนมากเป็นใหญ่ หรืออย่างที่เราเรียกกันใน
ยุคปัจจุบันว่า ประชาธิปไตยนั่นเอง  ถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่ ถ้า
ฝ่ายไหน ได้เสียงมากกว่า ก็ตัดสินตามนั้น   ในยุคใด ที่คนส่วนมาก
เป็นบัณฑิต  รู้จักแยกแยะผิดจากถูกได้  การตัดสินก็จะเป็นไปอย่าง
เป็นธรรม  เป็นประโยชน์  แต่ยุคใดคนพาลมีมาก  ก็จะกลายเป็นการ
ตัดสินแบบเข้าข้างพรรคพวก  ถือผลประโยชน์ของกลุ่มเป็นใหญ่
แม้จะเบียดเบียนกลุ่มอื่นๆ ก็ไม่สนใจ

ธรรมาธิปไตย คือ ถือธรรม(ความถูกต้อง)เป็นใหญ่  การตัดสินโดย
ยึดหลักความจริง หลักเหตุผล(ที่ไม่ถูกกิเลสครอบงำการใช้เหตุผล)
ในการตัดสินใจอย่างแท้จริง  มีการรับฟังทุกฝ่าย และถือหลักธรรม
เป็นตัวตัดสิน   ซึ่งก็ย่อมเป็นธรรม  เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
การตัดสินแบบนี้ จะใช้คนเดียว หรือกลุ่มก็ได้  ถ้าถูกต้องตามธรรม
แล้ว  ก็เป็นธรรมาธิปไตยทั้งสิ้น


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 15:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอเพิ่มเติมอีกหน่อยจากธรรมทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วครับ
คือ  สัปปุริสธรรม ๗
๑.ธัมมัญญุตา รู้หลักการ รู้กติกา และตั้งมั่นในหลักการนั้น
๒.อัตถัญญุตา รู้จุดหมาย รู้จักผล และแน่วแน่ที่จะไปให้ถึงจุดหมาย
๓.อัตตัญญุตา รู้จักตน ทั้งข้อดีและข้อเสีย ความพร้อมความถนัด และรู้จักพัฒนาตัว
๔.กาลัญญุตา รู้จักกาล ลำดับและระยะเวลาในการดำเนินงาน
๕.มัตตัญญุตา รู้จักประมาณ ความพอดี ขอบเขตที่เหมาะสมที่จะจัดทำเรื่องต่างๆ
๖.ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน สังคม ประเทศ โลผม้ในขอบเขตที่กว้าง
๗.ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคลที่จะมาเกี่ยวข้องด้วย รู้จักทีมว่าแต่ละคนถนัดต่างกันอย่างไร
ขอให้รายละเอียดของ"ทศพิศราชธรรม"ของคนตามหาแก่นธรรมด้วยครับ
๑.ทาน   ให้ปันช่วยเหลือลูกน้อง
๒.ศีล   รักษาความสุจริต ประพฤติดีงาม
๓.ปริจจาคะ   บำเพ็ญกิจด้วยเสียสละ สามารถเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อส่วนรวมได้
๔.อาชชวะ   ปฏิบัติภาระโดยซื่อตรง ไม่หลอกลวงประชาชน
๕.มัททวะ   มีความอ่อนโยนเข้าถึงคน อัธยาศัยดี ไม่เย่อหยิ่ง
๖.ตปะ   พ้นมัวเมาด้วยเผากิเลส แผดเผากิเลสมิให้เข้ามาครอบงำจิตได้
๗.อักโกธะ   ถือเหตุผลไม่โกรธา ไม่วินิจจัยและกระทำการใต้อำนาจความโกรธ
๘.อวิหิงสา   มีอหิงสานำร่มเย็น ไม่หลงระเริงอำนาจ
๙.ขันติ   ชำนะเข็ญด้วยขันติ อดทนต่อความเหนื่อยยากในการงานที่ทำ
๑๐.อวิโรธนะ  มิปฏิบัติคลาดจากธรรม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ฤทธิ์ อยู่ สุนทร 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         

ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้